FINDERCARDS พันธมิตรผู้ให้บริการสมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อออนไลน์ Online ผ่านเว็บไซต์ธนาคารโดยตรง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ 100%

“ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต”

"ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต"

บัตรเครดิตถึงแม้ว่าจะอำนวยความสะดวกสบายให้กับเรามากมาย ตามที่เรามีความต้องการ แต่ถ้าหากว่าเราใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้เยอะเกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติก็อาจจะส่งผลเสียให้กับเราได้ ดังนั้นก่อนที่เกิดปัญหาขึ้นเรามาดู 8ข้อควรรู้ รู้แล้วควรระวังกันด้วยนะ จะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาทีหลัง

ข้อมูลภายในบัตร

ข้อมูลคือส่วนสำคัญมากที่เราจะต้องรู้  ในเรื่องของคุณสมบัติของผู้กู้เอง ว่าคุณสมบัตินั้นจะต้องมีอะไรบ้างเพื่อที่เราจะสามารถขอสมัครบัตรเครดิตได้ เช่นเป็นผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ อายุเท่าไหร่ ประกอบอาชีพอะไร เป็นต้น หลังจากที่เราขอสมัครและได้รับการอนุมัติแล้วสิ่งต่อมาที่ต้องตรวจสอบคือข้อมูลบนบัตรของเรา ชื่อเราและนามสกุลของเราตรงไหม เลขที่หน้าบัตรเลยอะไร วันหมดอายุมีไหม  เมื่อเราเช็คเรียบร้อยแล้วก็ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิตของเราให้กับใครให้รู้ ข้อมูลสำคัญส่วนตัวของเราที่ควรระวังไม่ให้มิจฉาชีพรู้ชื่อผู้ถือบัตร ประเภทของบัตร ธนาคารผู้ออกบัตร หมายเลขบัตร เดือน,ปี, ที่ออกบัตร หรือแม้แต่ วัน เดือน ปี ที่หมดอายุของบัตรเครดิตด้วย รวมไปถึงรหัสปลอดภัยเลข 3 – 4 หลักที่ปรากฏอยู่ด้านหลังบัตรเครดิต  เพราะมันสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และเพื่อจะแต่ต้องระมัดมิจฉาชีพจะทำให้เราเดือดร้อนด้วย เพราะหมายเลขบัตรเครดิตของเราถ้ามีคนรู้แล้ว เขาสามารถนำไปแอบอ้าง ในบัตรไปรูดได้ ดังนั้นห้ามให้ใครข้อมูลบัตรเครดิตของเราอย่างเด็ดขาด

วงเงินที่จะได้รับอนุมัติในการรูด
หลักจากที่เราได้รับอนุมัติบัตรเครดิตแล้ว ได้วงเงินแล้ว หรือที่เรากำลังจะสมัครบัตรเครดิตอยู่ เราควรรู้ ควรดูวงเงินที่จะได้รับก่อน ว่าเราจะได้รับวงเงินเท่าไหร่เพื่อที่เราจะได้ใช้จ่ายได้เท่าไหร่ หรือเราจะได้มาวางแผนในการใช้จ่าย ตามความสามารถ ตามรายได้ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้วงเงินอนุมัติ 500,000บาท เราก็ควรมีลิมิตในการรูดบัตร แล้วก็ควรจำไว้ด้วยว่ารูดบัตรไปแล้วในวงเงินเท่าไหร่ ไม่ใช้ รูดบัตรเกินวงเงินจนวงเงินเต็ม ถ้าหากมีความจำเป็นที่ต้องการที่จะรูดอีกก็ไม่สามารถรูดบัตรได้แล้วเพราะวงเงินเต็ม ทำให้ติดขัดได้ ดังนั้นเราควรเช็ค ควรจำวงเงินให้ดีๆ และเพื่อที่เราจะได้ใช้จ่ายแบบสบายๆ จ่ายบิลได้คล่องตัว ได้ตามบิลตามใบเสร็จที่กำหมดระยะเวลาเอาไว้ ไม่ใช่ใช้จ่ายแบบรูดบัตรเต็มวงเงินแบบไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วหมุนเงินไม่ทันไม่คล่องตัว ทำให้เกิดการเป็นหนี้ แบบไม่คาดคิดได้เช่นกัน
ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี
ก่อนที่เราจะสมัครเราควรศึกษารายละเอียดของค่าธรรมเนียมบัตรด้วยนะ ไม่ใช้ไม่เช็คเลย เพราะบางคนทำบัตรเครดิตไว้แต่ไม่ได้ใช้ก็มีแล้วต้องมานั่งจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ให้สิ้นเปลืองเฉยๆ  ถ้าหากว่าเราไม่ค่อยได้ใช้บัตรเครดิตเราควรเลือกบัตรเครดิตที่ ฟรี ค่าธรรมเนียมจะดีมากๆ เพราะเรื่องค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตของแต่ละสถาบันทางการเงินหรือธนาคารจะต่างกัน แล้วจะเรียกขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรเครดิต ถ้าเป็นบัตรธรรมดาก็จะอยู่ ประมาณ 1,000 บาท ขยับมาหน่อยก็จะเป็นบัตรระดับกลางๆ ค่าธรรมเนียมก็จะแพงขึ้นมาหน่อย  แล้วก็สุดท้ายก็จะเป็นบัตร  บัตรเครดิตแบบระดับสูงหน่อย ประมาณ  4ถึง8พัน บาทต่อปีกันเลยที่เดียว อย่างที่บอกถ้าเราไม่ค่อยได้ใช้เราก็เลือกแบบ ฟรี ค่าธรรมเนียมไป เพราะมันจะมีบางบัตร บางธนาคารที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่หากเราบัตรใช้บัตรตามเงื่อนไขที่กำหนด เราก็อาจจะไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้ากับรายปีก็ได้  นอกจากธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการในส่วนอื่นอย่าง เช่นค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ ค่าธรรมเนียมในการขอใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ประมาณนี้นะ ก็คือต้องรู้ในเรื่องค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีจะได้เลือกบัตรเครดิตให้ตรงโจทย์การใช้งาน
ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องศึกษาว่าในการรูดครั้งนึ่ง วงเงินเท่านี้ เราจะเสียค่าดอกเบี้ยเท่าไหร่ เราควรศึกษาให้ดี เพราะเงินทุกบาทที่เราจะต้องจ่ายหนี้ชำระเงิน ก็ถือว่าเป็นเงินของเรา ถ้าหากเราจ่ายไม่ครบตามจำนวนแต่ล่ะงวด เราจะต้องมาจ่ายค่าดอกเบี้ยเท่าไหร่  ดอกเบี้ยผิดนัดเท่าไหร่ หรือแม้แต่ค่าปรับที่เราจะต้องจ่ายเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่  ซึ่งเรื่องข้อมูลเรื่องค่าปรับ ค่าดอกเบี้ยนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดมากๆเลย  หรืออีกอย่างดอกเบี้ยก็เป็นปัจจัยนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะขอสมัครบัตรเครดิตกับทางธนาคารนี้ ๆ หรือกับสถาบันทางการเงินนี้ได้ด้วย เพราะเราก็จะต้องเลือก ที่ดอกเบี้ยถูกที่สุด เพื่อสภาพทางการเงินเราจะได้คล่องตัว เงินเราจะได้ไปเสียไปกับดอกเบี้ย ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยเท่านั้นที่เราจะต้องศึกษายังมีระยะเวลาชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ยที่เราจะต้องรู้อีกด้วยเพราะว่าเราใช้บัตรเครดิตไม่ต้องชำระเงินสดทันที ก็คือการผ่อนชะระเป็นงวดๆนั้นเอง  โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 45ถึง55 วัน นั้นเอง แต่ขึ้นอยู่กับทางสถาบันทางการเงิน หรือธนาคารจะกำหนด ถ้าหากว่าเรานั้นไม่ได้ชำระเงิน หรือไม่ยอมชำระเงินให้ตรงให้ครบภายในวันที่ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินระบุเอาไว้ในใบแจ้งชำระหนี้แล้ว ยอดเงินที่เราจะต้องจ่ายก็จะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ อาจจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ทำรายการก็ได้ หรือวันที่เรารูดบัตรเครดิตนั่นเอง ก็คือตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น

การผ่อนชำระขั้นต่ำ

การผ่อนชำระบัตรเครดิต ทุกๆธนาคารทุกๆสถาบันทางการเงินจะต้องชำระโดยจำกัดขั้นต่ำ ถ้าหากว่าถึงเวลาที่จะต้องชำระในแต่ละงวดแล้วเราไม่มีเงินจ่ายหรือไม่พอจ่าย เราสามารถขอชำระขั้นต่ำได้ อาจจะต้องชำระไม่น้อยกว่า 10% ของยอดคงค้างงวดนั้นๆ หรือว่าไม่น้อยกว่า 500 บาทหรืออาจจะ 1,000 บาท  แล้วก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินนั้นเอง  ก็ถือว่าเรายังไม่ได้ผิดนัดในการชำระหนี้แล้วก็จำนวนเงินที่เราชำระที่ไม่เต็มวงเงินในรอบบิลก็จะเสียดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ แล้วการจ่ายหนี้ล่าช้าก็มีผลด้วยนะเพราะว่าการจ่ายบิลตามรอบแต่ล่ะรอบที่ออกมาล่าช้าไปเพียงแค่ไม่กี่เดือนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ จะส่งผลเรื่องดอกเบี้ยแน่นอน การจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆถึงแม้จะทำได้ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะก็ถือว่าเป็นการจ่ายหนี้ล่าช้าอยู่ดี ทำให้ยอดหนี้ที่เหลือจะถูกยกไปทบในงวดต่อ ๆ ไป แล้วรู้ไหมว่ายอดใช้จ่ายเหลือจากการจ่ายขั้นต่ำ จะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดถึง 20% ต่อปีทันที ตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร แถมดอกเบี้ยยังถูกคิดเป็นรายวันทบไปทุกวันจนกว่าเราจะจ่ายหมด แล้วถ้าหากว่าเรายิ่งจ่ายแต่ขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ทุกงวดติดๆกันหนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ย  ดังนั้นเราควรจ่ายตามรอบบิลที่ระบุไว้ แล้วก็ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วยดอกเบี้ยจะได้ไม่เพิ่มจะดีกว่า อาจส่งผลให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ย หรือค่าทวงหนี้สินก็เป็นไปได้ ไม่ใช้แค่เรื่องดอกเบี้ยเท่านั้น อย่าลืมนะถ้าหากจ่ายบิลไม่ตรงเวลาประวัติชำระหนี้จะถูกบันทึกไว้ในข้อมูลเครดิตของเราอีกด้วย หรือบันทึกไว้ในเครดิตบูโรนั้นเอง จะทำให้เป็นการยื่นขอสินเชื่อในครั้งต่อไปไม่ได้รับการอนุมัติก็ได้

จำกัดวงเงินต่อบิล

เราต้องทำการประเมินกำลังในการจ่ายชำระหนี้ของเราก่อน วงเงินทั้งหมด เพื่อเตือนสติบอกตัวเราเองว่าไม่ให้ใช้เงินเกินกำลังในการชำระคืนในแต่ละเดือน  เพื่อป้องกันการใช้เงินเกินตัวจนเกินการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ๆตามมา ดังนั้นเราควรจำกัดวงเงินที่จะใช้แต่ละเดือนให้ชัดเจน อย่างเช่นถ้ายอดเต็ม 30,000 บาท จ่ายขั้นต่ำที่ 10% ของยอดที่ใช้ คือ 3,000 บาท บัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยขั้นต่ำ 18-20% ต่อปีทันที ซึ่งหากจ่ายขั้นต่ำไปจนเรื่อยๆ ทุกๆ เดือนดอกเบี้ยจะพอกพูนเป็นเงินต้นและคิดดอกเบี้ยทับอีกตลบจนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้ สาเหตุที่ไม่ควรจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำโดยเด็ดขาดคือ เพราะหลังจากที่มีการจ่ายขั้นต่ำ ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตแบบ 2 เด้งเลยนะ แล้วก็จะคิดดอกเบี้ยแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจ่ายครบทั้งต้นทั้งดอก ถ้ายังจ่ายยอดเก่าไม่หมดแล้วรูดยอดใหญ่เพิ่มขึ้นไปอีกหนี้บัตรเครดิตก็จะจ่ายไม่หมดไปเรื่อยๆ และแน่นอนว่าถ้าไม่สามารถชำระได้หมดตามระยะเวลา ดังนั้นแล้ว ถ้าคิดจะใช้ อย่าจ่ายแค่ขั้นต่ำไม่ควรอย่างยิ่ง

ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตแบบ 2 เด้ง

วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 1 ยอดที่ใช้จ่ายทั้งหมด x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / จำนวนวันใน 1 ปี

วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 2  ยอดค้าง x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ชำระคืนบางส่วน ถึงวันสรุปยอดบัญชีครั้งถัดไป / จำนวนวันใน 1 ปี

 

สิทธิประโยชน์ของบัตร

สิทธิประโยชน์คือสิ่งที่เราจะได้รับหลังจากที่เราจะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว เราต้องรู้ว่าเราจะได้รับอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไปใช้บริการ อำนวยสะดวกให้กับชีวิตในด้านนั้นๆ จะได้ ได้รับสิทธิพิเศษได้เต็มที่ แล้วอีกอย่างเราต้องรู้ ต้องทราบความต้องการของตัวเองด้วย ว่าเราต้องการสิทธิพิเศษอะไรบ้าง เราจะได้เลือกบัตรให้ตรงตามความต้องการของเราได้ เพราะในแต่ละบัตร แต่ละใบสิทธิพิเศษที่เราจะได้รับจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันทุกใบ  อย่างเช่นบางบัตรจุดเด่นคือเรื่องช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า มีที่จอดรถในห้างให้ มีที่พักให้พักผ่อน มีส่วนลดมากมายในการช็อปปิ้ง  บางบัตรไว้สะสมแต้มคะแนนคืนเป็นเงินสดได้ด้วย แล้วบางบัตรสามารถแลกตั๋วเครื่องบินไว้บินไปท่องเที่ยวได้ เมื่อเลือกบัตรที่ได้สิทธิประโยชน์แบบตรงตามความต้องการแล้ว อย่าลืมไปใช้สิทธิ ใช้บริการกันด้วยนะ

เช็คสลิปก่อนการเซ็นชื่อทุกครั้ง

อันดับแรกเลยที่เราควรจะต้องเช็คต้องดูก่อนที่เราจะเซ็นชื่อหรือเซ็นอะไรสักอย่างลงในใบเสร็จต่างๆ หรือลงในสลิปทุกๆครั้ง ต้องตรวจสอบรายละเอียดของยอดเงินใบเสร็จทุกครั้งเลยว่าตรงกับที่เราต้องการจ่ายหรือป่าว แต่ถ้าหากจำนวนเงินนั้นไม่ตรงก็จะได้ทักทวง และสอบถามกับร้านค้าได้เลยทันที แล้วก็เก็บสลิปไว้เป็นหลักฐานไว้ได้ สลิปที่เราได้มาทุกครั้งเราควรเก็บไว้เสมอห้ามทิ้งไว้เป็นหลักฐานชี้แจ้งได้ แล้วถ้าหากยอดในการชำระไม่ตรงเราก็ควรแจ้งกับสถาบันทางการเงินหรือทางธนาคารเพื่อให้แก้ไขให้เร็วที่สุด

สรุปบทความ "ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต"

อย่างที่ใครๆหลายคนรู้ หรือศึกษาข้อมูลมาว่าบัตรเครดิตนั้นดีอย่างไงทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราใช้บัตรเครดิตเกินความจำเป็น  ก็อาจจะส่งผลเสียให้เราได้สิ่งที่เราควรระวังคืออย่าใช้บัตรเครดิตเกินตัว เกินจำเป็น ระวังอย่างชำระหนี้บัตรเครดิตล่าช้าเกินภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่จ่ายแค่ขั้นต่ำจะทำให้ดอกเบี้ยพุงแรงจนเราเอาไม่อยู่   ต้องระมัดระวังและศึกษาเรื่องดอกเบี้ยและสิทธิประโยชน์ให้ดีๆด้วยจะได้ ไม่ส่งผลต่อการชำระหนี้ของเราในอนาคต เช็คยอดในสลิปก่อนจะมีการลงชื่อ หรือเซ็นชื่อลงในใบเสร็จทุกๆครั้ง เพราะถ้าวงเงินผิดมาเราจะได้ทักทวงได้เลยและควรเก็บสลิปเอาไว้ด้วย และข้อมูลบนบัตรเครดิตไม่ควรบอกใครให้รู้ เพื่อป้องการข้อมูลรั้วไหลแล้วอาจจะมีโจรกรรมเกิดขั้นได้ ทำให้เราเป็นหนี้แบบไม่รู้ตัวได้ดังนั้นก็ควรที่จะศึกาเงื่อนไขค่าธรมมเนียมและทุกๆเรื่องให้ดีๆจะได้ไม่มีปัญหาตามมาที่หลังกันด้วยนะ

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

บทความที่คุณอาจสนใจ