Categories
บทความ

วิธีหารายได้เสริมหลังเลิกงาน

วิธีหารายได้เสริมหลังเลิกงาน
ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ การหาอาชีพเสริมหรือการหารายได้อีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้และในช่วงยุคโควิดแบบนี้ อาจจะมีบางบริษัทที่ถูกปิดไป  ทำให้หลายๆคนถูกเลิกจ้างงาน จนเราไม่รู้ว่าจะงานประจำทุกวันนี้ที่เราทำอยู่มันจะมั่นคงหรือเปล่าดังนั้น การหารายได้เสริมหลังเลิกงาน คงจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ชีวิตในปัจจุบันของเราสามารถอยู่รอดได้อย่างสุขสบาย และมีเงินมากขึ้นกว่าเดิม และเพื่อความมั่นคง ในอนาคตข้างหน้า จึงทำให้ปัจจุบันผู้คน มักมีอาชีพมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป หรือบางคน ยึดอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักก็มี หากใครที่กำลังหารายได้เสริมหลังเลิกงาน หรือในวันหยุดก็ได้ เรามาดูว่ามีอะไรบ้าง หรืออาชีพอะไรบางอย่างที่พอจะทำให้เรา มีรายได้เสริมหลังเลิกงานกันได้

การขายของออนไลน์ ในยุคปัจจุบันที่มีอินเตอร์เน็ตหรือมีโซเชียลมากมายหลากหลายทางให้เราเลือก ดังนั้นการขายของออนไลน์ จึงเป็นอีก วิธีหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถสร้างรายได้ โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องมีหน้าร้านเลย แค่เพียงเรามีอินเทอร์เน็ตหรือช่องทางของโซเชียลมีเดียแค่นั้น และในปัจจุบัน ก็จะมีเฟซบุ๊ค ไอจี ไลน์ ยูทูบ ทวิตเตอร์ ช้อปปี้ ลาซาด้า เป็นต้น  บางคนขายของออนไลน์เพียงไม่กี่ชั่วโมงกลับทำรายได้เป็นแสนๆก็มี อยู่ที่วิธีที่เราสื่อสารกับลูกค้า และอยู่ที่วิธีการขายของเรา และในปัจจุบันการขายของออนไลน์ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ให้เรามหาศาลขนาดไหน และการขายของออนไลน์ อาจเป็นวิธีตลท ที่ทุกคนเลือก ทำเป็นอาชีพเสริมก็ว่าได้ พ่อแค่เรามีอินเตอร์เน็ตมีมือถือมีช่องทางของโซเชียลมีเดีย เราก็สามารถขายของได้แล้ว และช่องทางของโซเชียลมีเดีย ที่ผู้คนนิยมขายของออนไลน์กัน ก็จะเป็นการLiveจากเพจเฟซบุ๊กนั่นเอง บางคนหลังเลิกงานจากการทำงานประจำ ก็ใช้ เฟซบุ๊ก นี่แหละ เพื่อที่จะLive ขายของเพราะระยะเวลาในการขายของก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆบางคนใช้เวลาแค่30นาที- 1ชั่วโมง แค่นั้นแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง Live ขายทุกวันให้เสียเวลางานประจำของเรา หรือถ้าเราไม่ Live ขาย เราก็สามารถถ่ายรูปสินค้าแล้วโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ค บอกราคา บอกวิธีการใช้ บอกคุณสมบัติหรือคุณลักษณะ แค่นี้ เราก็สามารถขายของได้แล้ว การขายของออนไลน์จึงเป็นอาชีพเสริมอีกอาชีพหนึ่งที่ผู้คนนิยมมากๆในตอนนี้ สินค้าที่ผู้คนจะนำมาขายในเฟสบุ๊ค ก็จะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า อาหารแต่จะเป็นอาหารแห้งนะเครื่องสำอาง อาหารเสริมเป็นต้น นี่เป็นแค่วิธีในเฟสบุ๊คเท่านั้นนะ ยังไม่ได้รวมถึงช่องทางการขายในโซเชียลช่องทางอื่นๆ ใครถนัดโซเชียลไหนก็สามารถขายที่เพจนั้นได้เลย ตามความถนัดของเราเลยนะ วิธีการสร้างรายได้

 ต่อมาที่ผู้คนนิยมอีกเช่นกันก็จะเป็นการทำอาหารหรือทำขนม ที่เป็นกล่องๆขาย เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้ ให้เรา กับสิ่งรอบตัวเรา สิ่งที่เราชอบทาน สิ่งที่คนในบ้านชอบทาน จนมีคนชื่นชมว่าอร่อย ก็เกิดเป็นไอเดียร์ให้เราทำมันออกขายเป็นอาชีพเสริมได้ หลังจากที่เราเลิกงานเราก็หาเวลาทำอาหารหรือทำขนมได้เลย แค่เราเลือกเมนู ที่เราถนัด ที่เราทำอร่อย หาวัตถุดิบได้ง่าย และเป็นเมนูที่ผู้คนต้องการ แค่นี้แล้วก็สามารถทำได้แล้วหรือบางคนก็เลือกนำมาต่อยอด เป็นการเปิดรับการสั่งแบบพรีออเดอร์ หรือการสั่งล่วงหน้านั่นเอง ซึ่งช่วงนี้ก็ เป็นที่นิยมกันมาก หรือที่เรียกกันว่าเดลิเวอรี่นั่นเอง ส่วนในการจัดส่งนั้น เราก็สามารถใช้บริการ แกร็บฟู้ด ฟู้ดแพนด้าได้เลย และสำหรับใครที่เลือกอาชีพเสริม หารรายได้เสริม ด้วยการทำอาหารหรือขนม อยากจะขอแนะนำว่า เราควรที่จะเลือกวัตถุดิบที่สดและสะอาดถูกหลักอนามัยด้วยนะ ให้คิดถึงผู้บริโภคด้วย เพราะว่าถ้าเราทำอร่อยทำสะอาดถูกหลักอนามัย แน่นอนว่าลูกค้าต้องกลับมาซื้อของเราอีกแน่นอน  ในช่วงที่มีโรคระบาดอย่างโควิด19 หลายคน อาจจะตกงาน หรือได้ทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม ก็อาจจะมีเวลาว่าง ไม่รู้ว่าจะทำอะไร อาชีพเสริมอีกอาชีพหนึ่งในยุคนี้ ที่สามารถสร้างรายได้ให้เรา

  ก็อาจจะหนีไม่พ้น การขับรถส่งอาหาร แบบเดลิเวอรี่ หรือรับจ้างส่งของ รับของจากจากจุดนึง แล้วส่งไปให้ผู้รับอีกจุดนึง ก็ถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่ผู้คนนิยมมากๆ รวมทั้งดาราที่กำลังตกงานอยู่ ไม่มีงานแสดง ไม่มีละคร ไม่มีรายได้ ก็ผันตัวมาทำอาชีพเสริมด้วยการส่งอาหารแบบนี้ มีเยอะมากในขณะนี้ เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ต่อเดือนถึงหมื่นเลยนะว่าไม่ได้นะ แต่ก็ขอแนะนำว่าในการขับรถ ก็ควรที่จะขับอย่างระมัดระวัง และสุภาพด้วย เพื่อที่จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเรา และเพื่อนร่วมทางนั่นเอง

  ในช่วงเวลาที่เราว่างงานหรือเราต้องการมีรายได้เสริม การเป็นแม่บ้านทำความสะอาด เป็นรายชั่วโมง ก็เป็นอีกอาชีพอีกทางเลือกที่กำลังฮิตตอนนี้เหมือนกันนะ เราทำความสะอาดตามที่เราได้รับมอบหมาย และในยุคนี้ก็จะมีแบบแม่บ้านออนไลน์ ที่เราสามารถ เรียกแม่บ้านได้ในแอพพลิเคชั่นให้มาทำความสะอาดห้อง หรือทำความสะอาดอื่นๆที่เราต้องการได้ หากเราต้องการหารายได้เสริมทางนี้ เราก็สามารถลงทะเบียนออนไลน์ กับเอเจนซี่หรือบริษัทตัวแทนที่รับสมัครแม่บ้าน แล้วระบุเวลาที่สามารถทำงานได้ ให้ชัดเจน เพื่อที่ว่าถ้ามีใครต้องการแม่บ้าน ทางบริษัทหรือเอเจนซี่ ก็จะเรียกตัวเราไปทำได้เลย และจากการที่เราเฉลี่ยรายได้ ในการทำงาน 5-8 ชั่วโมง ก็จะได้ ค่าตอบแทนหรือรายได้ถึง500-600 บาทเลยนะ บางครั้ง เราอาจจะได้เงินพิเศษ จากคนที่ จ้างเรา เพิ่มเติมก็ได้ และถ้าเราก็ขยันเราก็อาจมีรายได้ต่อเดือน เป็นหมื่นก็ว่าได้นะ

สำหรับคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาก็อาจจะนำความรู้ที่เรามีอยู่มาทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้อย่างเช่นการรับแปลภาษาเอกสารที่อิสระ งานเขียนบท ฟรีแลนซ์เป็นต้น การแปลภาษาที่เป็นเอกสารเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจที่เราไม่ต้องเสียเวลา เดินทางไปทำงานข้างนอกบ้าน เพียงแค่เรามีคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ต ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็สามารถทำงานได้เราสามารถเลือกแปลงงานได้ตามความถนัดของเรา ได้ตามประเภทเอกสาร บทความวิชาการ บทพากย์ภาพยนตร์ บทความโฆษณา คู่มือการใช้งานอุปกรณ์ หรือวิธีการใช้งานต่างๆ สัญญาต่างๆ และเอกสารราชการ และรายได้ก็อาจจะขึ้นอยู่กับนายจ้างที่จ้างเรา การแปลเอกสารรายได้เฉลี่ยก็เป็นหลักหมื่นเหมือนกันนะ ส่วนในเรื่องของงานเขียนนั้น ก็จะมีการรับจ้างเขียนบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ เนื้อหาการตลาด สุขภาพ เทคโนโลยี และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัดของเรา อย่างน้อยๆ อาชีพเสริมทางด้านนี้ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เราได้ใช้ความรู้ ความสมารถ ที่มีในตัวเราหรือบางคนอาจจะชอบทางด้านนี้ มาสร้างรายได้ให้กับเรา เราก็ยิ่งจะภูมิใจในตัวเองมากขึ้นด้วย

ถ้าหากใครมีสกิลในการสอนที่มีความรู้ระดับอาจารย์แล้วเราก็สามารถใช้ความรู้ ความสามารถพิเศษนี้ และทักษะส่วนตัวที่มีอยู่ ออกมาทำอาชีพเสริมได้ด้วยการสอนพิเศษ ก็ได้ เพราะงานนี้เราลงทุนแค่แรงเท่านั้น ค่าตอบแทนก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ประเภทงานสอนมีหลากหลายขึ้นอยู่กับความถนัด และก็ยังเป็นที่ต้องการมากด้วยเช่น การสอนวิชาต่างๆ สอนว่ายน้ำเล่นสวนเล่นดนตรี สอนภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นภาษาจีน หรือภาษาอะไรก็ตามแต่ สอนวาดรูป สอนทำขนมหรือสอนทำอาหาร ก็สามารถทำเป็นคอร์สการสอนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆได้ ในคอร์สอาจมี ประมาณสามถึงสี่ คนขึ้นไป จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วสอนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เราได้ใช้สกิลของเราเอง มาหารายได้ ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของเราได้เช่นกันนะ เพราะในการสอน เต็มที่อาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 3-4ชั่วโมง แค่นั้นไม่ได้ใช้เวลาทั้งวัน เราอาจจะใช้เวลาหลังเลิกจากงานประจำ แล้วมาสอนก็ได้ ส่วนรายได้ก็ขึ้นอยู่กับคอร์ส ตามที่เรากำหนดที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรานั่นเอง

การหารายได้เสริมอีกวิธีกฌจะเป็นการขายของต่างๆ เราอาจจะใช้เวลาหลังเลิกงานหรือในวันหยุด เพื่อหารายได้เสริมด้วยการขายของต่างๆในตลาดนัดที่มีในหมู่บ้านใกล้ที่อยู่ของเราได้ เราอาจจะเริ่มจากการขายของที่มันง่ายๆ ด้วยการขายของมือสองของเรานั่นเอง ของที่เราใช้แล้ว แล้วเราไม่ได้ใช้มันต่อ แต่คุณภาพมันยังดีอยู่ เราก็สามารถเอามาขายได้ เช่นเสื้อผ้ารองเท้า ข้าวของต่างๆที่เราไม่ได้ใช้ แล้วก็เอามาขาย ให้คนที่อยากซื้อ ของเหล่านี้ ถ้าหากไม่นำมาใช้ ก็เท่ากับว่าซื้อมาสูญเปล่า การนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสอง ก็ทำประโยชน์ให้กับเรา ได้มากกว่าที่จะนำมาเก็บไว้เฉยๆ เอามาขายตามตลาดนัดได้เลย หรือเราอาจจะขายของอย่างอื่น เช่นขายขนม ขายเครื่องประดับ ขายอะไรก็ได้ที่เราคิดว่าสามารถทำ รายได้ให้กับเราได้ อาจจะไม่ต้องลงทุนมาก แต่ก็ได้กำไร ก็ถือว่าเป็นอีก อาชีพเสริม ในช่วงเวลาวันหยุดหรือช่วงเวลาเลิกงานก็ว่าได้ ส่วนรายได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราที่เราขายได้เลย เฉลี่ยแล้วก็ ต่อวันก็อาจจะได้เป็นพันบาทก็มีนะ

และการหารายได้เสริมพิเศษอีกอาชีพหนึ่ง ที่กำลังฮิตมากๆเหมือนกันในช่วงนี้ก็คือการเป็นยูทูปเบอร์ การเปิดช่องChannel ในYoutube หรือไม่ก็เป็นช่องใน เฟชบุ๊คเป็นเฟชบุ๊คแฟนเพจ แล้วนำเรื่องราวที่เราสนใจ มาสร้างคอนเทนต์ อาจจะรีวิวสินค้า หรือพาไปเที่ยว หรืออะไรก็ตามแต่ขึ้นอยู่กับความสนใจของเรานะขณะนั้นมาถ่ายทอดเป็นคลิปวิดีโอและถ้ามีคนมาติดตาม และมียอดเปิดดูจำนวนมาก ก็จะมีการจ่ายเงิน เพื่อลงโฆษณายังช่องของเราถือเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้เสริมลักษณ์หลังเลิกงาน ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลย

สรุปบทความวิธีหารายได้เสริมหลังเลิกงาน”
ไม่ว่าเราจะเลือกการหารายได้เสริม ด้วยวิธีไหนก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้นและใน 8 อาชีพหรือวิธีในการหารายได้เสริมที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่8วิธีที่ง่ายๆและเป็นความสามารถใกล้ๆตัวที่เราคิดว่าใครๆก็สามารถทำได้ แค่เป็นการชี้แนะนำให้กับคนที่อยากมีรายได้เสริม มีวิธีมีแนวทางเพิ่มเติมเท่านั้น จริงๆแล้วการหารายได้เสริมมีอยู่หลากหลายวิธีมาก อยู่ที่โอกาสและการแสวงหาของเรา เพราะในปัจจุบันทั้งในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่แบบนี้ และยังมีเรื่องของโรคระบาด ยังโควิด19 ทำให้เรามีความเสี่ยงมากขึ้น และทำให้เราต้องมีอาชีพมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป เราถึงจะอยู่รอดและมั่นคง หรือบางคนอาจจะพบว่ารายได้เสริม ได้เงินเยอะกว่ารายได้หลักก็มี แต่อย่างไรก็จะ การไม่คิดที่จะอยู่เฉยๆ หรือการอยากมีรายได้เสริมขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยแต่ก็ขอแนะนำว่า ยังไงก็ตาม การหารายได้ เสริม หลังเลิกงาน ก็ควรอยู่ในขอบเขต ที่ดี ไม่เอาเปรียบใครไม่เบียดเบียนใคร และต้องถูกกฎหมายด้วยนะ เราถึงจะอยู่กับอาชีพนี้ และมีรายได้กับตรงนี้ได้นานอย่างมีความสุข และมั่นคงได้ อย่างแน่นอน

Categories
บทความ

“วิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน”

“วิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน”
ช่วงเวลานี้เราทุกคนกำลังตกอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่กับโรคระบาดอย่างโควิด 19 ทำให้ ธุรกิจกิจหลายอย่างต้องหยุดชะงัก และหลายๆคนกำลังตกงาน ไม่มีงานทำ พ่อค้าแม่ค้า ก็ขายของไม่ได้ ทุกๆอาชีพเกินมีผลกระทบไปหมด ส่งผลให้กับชีวิตในทุกๆ เศรษฐกิจย่ำแย่มาก หัวหน้าครอบครัวบางครอบครัวไม่มีเงินที่จะมาเลี้ยงดูสมาชิกในได้หรือพ่อค้าแม่ค้า ไม่มีเงินทุนที่จะมาหมุนใช้ในการลงทุนเลย และการยื่นขอสินเชื่อจากทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินเพราะอาจจะเป็นทางเดียวที่จะสามารถทำให้เราพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ ทั้งเรื่องปากท้องและการลงทุนต่างๆ แต่บางครั้งการขอสินเชื่อก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันหากเราเตรียมตัวไม่พร้อม วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีที่จะขอสินเชื่อให้ผ่านและเตรียมตัวเองไงลองอ่านแล้วปฏิบัติตามกันได้เลย เรื่องการยื่นขอสินเชื่อก็จะไม่ยากอีกต่อไป

เช็คคุณสมบัติของตัวเอง การขอสินเชื่อของแต่ละประเภทจะมี ข้อมูลของผู้ที่สามารถกู้ได้แจ้งรายละเอียดให้เราทราบอยู่แล้วดังนั้นเราก็ควรเช็คคุณสมบัติของตัวเราเลยว่าครบหรือตรงกับที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินแจ้งรายละเอียดเอาไว้หรือเปล่า รายละเอียดของคุณสมบัติก็จะมี อายุของผู้กู้เอง(อายุ20-60ปี), เงินเดือนขั้นต่ำ (อย่างเช่นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000บาทต่อเดือน),มีอายุการทำงานในปัจจุบันที่มากกว่า 4 เดือน ขึ้นไป, และก็อาจจะเป็นคุณสมบัติอื่นๆที่ทางธนาคารและสถาบันทางการเงินระบุมา ก่อนที่จะยื่นเรื่องสมัครขอสินเชื่ออย่าลืมเช็คคุณสมบัติของตัวเองก่อนนะจะได้ไม่ยื่นเรื่องให้เสียเวลานะ

ไม่เป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมีประวัติเครดิตบูโร ก่อนที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินจะอนุมัติการขอสินเชื่อ หรือบัตรเครดิตให้กับเรานั้นจะต้องตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของเราก่อนว่าเป็นหนี้อะไรอยู่บ้าง เพราะถ้าเรายังเป็นหนี้อย่างอื่นอยู่การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ก็จะมีเปอร์เซ็นต์ที่จะอนุมัติน้อยลง เพราะหนี้ที่เรามีอยู่กับเงินเดือนที่เราได้รับอาจจะไม่บาลานซ์กันแล้วถ้าทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงิน อนุมัติเงินกู้ให้เราเพิ่มความเสี่ยงในการใช้หนี้คืนก็จะมีน้อยกว่าเดิม ดังนั้นเราไม่ควรเป็นหนี้ใดๆเลยได้ยิ่งดี จะยิ่งอนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้น อีกอย่างนอกจากการไม่เป็นหนี้แล้วถ้าหากเรามีประวัติในการชำระหนี้ที่ไม่ดี หรือติดแบล็คลิสต์บูโรเราก็จะไม่สามารถขอยื่นสินเชื่อได้เลย เพราะฉะนั้นเราห้ามมีประวัติเสียในเรื่องการจ่ายชำระหนี้ ล่าช้า หรือผิดนัดเด็ดขาดเพราะเครดิตบูโรสามารถตรวจเช็คประวัติทางการเงินของเราได้ แต่ถ้าหากเราชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด ประวัติทางการเงินหรือเครดิตบูโรดี  ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินก็จะอนุมัติสินเชื่อให้เราได้ง่ายขึ้น และถ้าใครมียอดค้างชำระอยู่ก็ควรชำระก่อนทำเรื่องสมัครสินเชื่ออย่างน้อย 6-12 เดือน เพราะเป็นเวลาที่ธนาคารจะตรวจสอบย้อนหลัง ดังนั้นเรา ไม่เป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมีประวัติเครดิตบูโรเสีย โดยเด็ดขาด

เอกสารในการยื่นสมัครต้องพร้อม การยื่นเอกสารของแต่ละสินเชื่อ ของแต่ละธนาคารหรือสถาบันทางการเงิน อาจจะขอไม่เหมือนกันในแต่ล่ะที่ ในส่วนของเอกสารในการสมัครสินเชื่อนั้นหลักๆแล้ว ก็จะมี เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล ,เอกสารแสดงรายได้,เอกสารทางด้านหลักประกัน และเอกสารที่จะต้องยื่นก็จะมี

เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ,สำเนาทะเบียนบ้าน และทะเบียนบ้านของคู่สมรส

เอกสารแสดงรายได้ กรณีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำ สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองการทำงาน (ตัวจริง),สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน ,สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

กรณีบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน / ใบทะเบียนการค้า,สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ / ผู้กู้ร่วม ,สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งในนามบุคคลและกิจการ)

เอกสารทางด้านหลักประกัน สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย และหลักฐานการจ่ายชำระเงินดาวน์ (ถ้ามี), สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ,ในกรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานประจำตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วม ,ในกรณีที่ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ต้องเตรียมแผนธุรกิจมายื่นด้วย

ขั้นตอนการเตรียมเอกสารก็ถือว่าสำคัญเอามากเลยนะต้องยื่นให้ครบ เพราะเอกสารในการยื่นเป็นหลักฐานที่จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้เราผ่านหรือไม่ผ่านก็ได้ ยังไงก็เตรียมเอกสารให้ดีแล้วอย่าลืมรับรองสำเนาถูกต้องกันด้วยนะ

สรุปบทความ “วิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน”
สินเชื่อส่วนมากที่มีคนยื่นขอก็จะแบ่งออกได้ 3 ประเภท มีสินเชื่อบ้านและสินเชื่อคอนโด,สินเชื่อรถยนต์,และสินเชื่อส่วนบุคคล  ในการขอสินเชื่อนั้นบางครั้งที่เรายื่นเรื่องขอกู้อาจจะไม่ผ่าน อาจจะเป็นเรื่องที่ยากหรือไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวยังไงให้ผ่าน อาจจะเป็นเพราะเราเตรียมตัวมาไม่ดีก็เป็นไปได้ และก่อนจะขอสินเชื่อนั้นเราจะต้องไม่เป็นหนี้ก่อนและประวัติทางการเงินเราจะต้องดีด้วยไม่มีประวัติเยเครดิตบูโรเด็ดขาดแต่มาเราก็มาตรวจสอบเช็คคุณสมบัติที่เรามีอาจจะยังไม่ผ่าน ดังนั้นเราควรเช็คคุณสมบัติของตัวเองให้ดีก่อนว่าตรงกับที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินนั้นระบุบเอาไว้ไหม แล้วก็เตรียมเอกสารในการสมัครและเอกสารอื่นๆตามที่ทางธนาคารหรือทางสถานบันทางการเงินขอมาเตรียมให้พร้อม เพราะเอกสารนั้นสำคัญมากๆเลยเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรายื่นขอกู้สินเชื่อผ่านได้ง่ายๆ ถ้าเราเตรียมตัวตามคำแนะนำที่กล่าวข้างต้น การขอกู้สินเชื่อก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย แล้วอย่าลืมทำตามคำแนะนำกันนะจะได้เตรียมตัวให้ถูกแล้วไม่ยุ่งยากในการขอสินเชื่อกันนะ

Categories
บทความ

7 วิธีผ่อนบัตรเครดิตให้หมดเร็ว

การจัดการหนี้บัตรเครดิตง่ายๆ "7วิธีผ่อนบัตรเครดิตให้หมดเร็ว"

ในปัจจุบันนี้มีผู้คนหันมาใช้ บัตรเครดิตกันมากขึ้นเยอะเลยเพราะมันทั้งสะดวกและอำนวยความสะดวกให้เราเยอะมากๆ  ใช้จ่ายง่าย สะดวกสบายในการผ่อน และก็ทำให้คนวัยทำงาน หนุ่มสาวออฟฟิศเป็นหนี้กันเยอะมากขึ้นเช่นกัน เพราะถ้าใช้แบบไม่บันยะบันยังก็ทำให้ทางการเงินพังได้ และถ้าสภาพทางการเงินไม่คล่องตัวก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตได้เหมือนกัน บางคนรูดจนลืม จนวงเงินเต็ม รูดจนลืมว่าเป็นหนี้เท่าไหร่ และสุดท้ายก็ต้องหาทางออกกันเพื่อที่จะไม่ให้เป็นหนี้ก้อนโตไปมากกว่านี้ และในยุคปัจจุบันเราเจอสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดอย่างโควิด ส่งผลไปถึงเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ยิ่งทำให้เราหาเงินกันยากขึ้น เราเลยรวบรวมการจัดการหนี้บัตรเครดิตง่ายๆ มี 7วิธีในการผ่อนบัตรเครดิตให้หมดเร็วยิ่งขึ้นเพราะถ้าไม่หาทางปิดหนี้ ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มหนักยิ่งขึ้น วันนี้มาแชร์ให้เพื่อนๆได้ลองไปปฏิบัติกันเพราะมันจะได้ผล และทำให้ทางการเงินของเราดีขึ้นก็ได้

ไม่จ่ายยอดแค่ขั้นต่ำ

ในการชำระเงินตามงวดบัตรเครดิตเราไม่ควรจ่ายแค่ยอดขั้นต่ำ เพราะว่าการจ่ายแค่ขั้นต่ำจะยิ่งทำให้เราหมดหนี้บัตรเครดิตช้ากว่าเดิมไปอีก  แล้วก็ไม่ใช่แค่จ่ายหนี้ช้ากว่าที่กำหนดเดิมนะแต่ยังจะทำให้เราจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มอีกต่างหากและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 18% ต่อปี ทันทีเลย เริ่มตั้งแต่วันที่รูดบัตร หรือวันที่สถาบันทางการเงินหรือทางธนาคารที่ออกบัตรเครดิตเพื่อจ่ายเงินในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆให้กับเรา และเราก็จะถูกคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันไปจนกว่าเราจะจ่ายหนี้หมดดังนั้นถ้าหากเราอยากจะจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดเร็วๆ เราควรหยุดจ่ายแค่ขั้นต่ำ หรือเราไม่จ่ายยอดแค่ขั้นต่ำ และเราต้องพยายามจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายได้ เพราะการเลือกจ่ายหนี้แบบขั้นต่ำ ดังนั้น วิธีจ่ายหนี้ให้มากกว่าขั้นต่ำจะทำให้ไม่มีหนี้หรือปลดหนี้ได้เร็วขึ้นนั้นเอง

ไม่เป็นหนี้เพิ่มอีก

การที่เราเป็นหนี้นั้นเราความชำระหนี้ไปที่ตามขึ้นตอนสิ่งที่เราควรต้องทำคือเราต้องเริ่มจัดการเคลียร์หนี้ที่เรามีไปให้หมดให้เร็วที่สุดก่อน ก่อนที่ดอกเบี้ยจะบานปลาย แล้วต่อมาอย่าสร้างหนี้ก้อนใหม่  จ่ายหนี้เก่าไปให้หมดแล้วก็ไม่เพิ่มหนี้ใหม่มาอีก ก็คือว่าเราไม่ควรสร้างหนี้ใหม่หรือรูดบัตรเครดิตอีกคือเหมือนกับว่าหยุดรูดบัตรเครดิตไปก่อนก็คือรอให้จ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดก่อน เพราะเป็นปัญหามากๆเลยสำหรับคนเป็นหนี้อยู่แล้วและโดยเฉพาะที่เขาเรียกว่าหนี้เสียนั้นเอง ถ้าเรายังจ่ายหนี้เก่าไม่หมดแล้วเราสร้างหนี้ใหม่มามันก็จะเป็นหนี้เพิ่มไปอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ไปอีก

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต

ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต เพื่อที่เราจะได้ลดหนี้ที่เราต้องผ่อนชำระต่อเดือน การที่เราเป็นหนี้แล้วเราต้องการปลดหนี้บัตรเครดิตให้ได้ หรือให้ลดภาระลงได้ก็คือการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ก็เป็นตัวเลือกที่น่าอีกทาง เพราะว่าการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนั้นเป็นวิธีปลดหนี้บัตรเครดิตที่ช่วยปลดหนี้ได้จริง แล้วก็ยังจะลดภาระดอกเบี้ยลงได้อีกด้วย และช่วยให้เราปรับโครงสร้างหนี้ให้จัดการได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก การที่เราจะเลือกรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนั้นเราอาจจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจรีไฟแนนซ์ เพราะว่าอาจจะเหมาะกับคนบางกลุ่มเท่านั้นนะ กลุ่มคนที่โดนทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปัจจุบันสูงเกินไปแล้วก็อยากจะลดอัตราดอกเบี้ยให้น้อยลง ในการรีไฟแนนซ์นั้นไม่ต้องใช้หลักประกันใดๆ ในการขอสินเชื่อ หรือว่าเราจะต้องการลดภาระผ่อนต่อเดือนให้ลดลง เพราะว่าเราสามารถผ่อนชำระได้ยาวนานตั้งแต่ 12 – 72 เดือน มีเงื่อนไขที่จำกัดเป็นไปตามโครงการสินเชื่อขอแต่ละธนาคาร สถาบันทางการเงินต่างๆ

ชำระด้วยเงินสด ห้ามใช้บัตรเครดิต

ในขณะที่เรายังเคลียร์หนี้บัตรเครดิตอยู่ หรือเรายังเคลียร์ไม่หมดเราไม่ควรที่จะใช้บัตรเครดิตเลยไม่ว่าเราจะช้อปปิ้งซื้อข้าวของเครื่องใช้ เสื้อ ผ้า รองเท้าใดๆ แม้แต่จะจ่ายค่าอาหารหรือบริการต่างๆก็ตาม เราควรเลือกใช้เงินสดไปเลย ก็คืออดทนและหักห้ามใจไม่ใช้บัตรเครดิตไปเลย เพื่อลดปัญหาที่เราจะได้ไม่เป็นหนี้เพิ่มนั้นเอง เราควรลดใช้บัตรเครดิตหรือใช้อย่างจำกัด เราอาจจะต้องลดจำนวนบัตรลงเมื่อก่อนมี5 บัตร ก็อาจจะให้เหลือเพียงแค่ 1 หรือ 2 บัตรเท่านั้น และเราก็ต้องสร้างนิสัยในการชำระหนี้ที่ดี เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยเพิ่ม ด้วยการใช้บัตรเครดิตตามงบที่วางแผนไว้และชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวน  และอีกอย่างนิสัยของคนเราที่ไม่ชอบใช้เงินสด พอมาเริ่มทำใจให้หันมาใช้เงินสด อาจจะลดการใช้เงินได้มากขึ้นก็ได้ ทำให้เราไม่กล้าใช้เงินมากกว่าเดิมนั้นเอง

คำนวณ สำรวจหนี้สินทั้งหมดและทยอยใช้หนี้

เราจะต้องคำนวณยอดหนี้ที่เรามีอยู่ตอนนี้ทั้งหมดก่อนว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่แล้ว เป็นหนี้บัตรเครดิตกี่บัตรอยู่ตอนนี้ แล้วอัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แล้วพอเรารู้แล้วว่าเรามีหนี้อยู่จำนวนเท่าไหร่ เราก็ต้องเริ่มที่จะจัดการชำระหนี้ให้เร็วที่สุดตามเงื่อนไขตามที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินกำหนดเอาไว้ อันดับแรกเราจะต้องเลือกที่จะจัดการหนี้ก้อนที่มีเงื่อนไขที่หนักๆก่อน เพื่อที่เราจะต้องพิจารณาเพื่อจะได้รู้ว่าหนี้ตัวไหนที่ดอกเบี้ยสูงเกินไปและเราก็ควรเลือกที่จะปิด บัตรเครดิตนั้นก่อนแล้วก็เราจะได้ไปวางแผนจัดลำดับการชำระหนี้อื่นๆต่อไปอีก ทางเลือกนี้จะทำให้เราลดดอกเบี้ยลงได้เยอะเลย  และมีอีกวิธีที่ให้เราเลือกก็คือให้เราเลือกจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่มียอดจำนวนน้อยๆไปก่อน เพื่อที่เราจะได้มีเงินกี่ก้อนไปจ่ายชำระอีกบัตรเครดิตก็คือจะจ่ายได้หลายๆบิลก็คือการทยอยชำระหนี้นั้นเอง เราอาจจะพิจารณาสำรวจภาระหนี้สินเพื่อการจัดการหนี้สินต่อไปและมีเกณฑ์รวบรวมข้อมูลสำหรับใช้ลำดับหนี้ที่ต้องจัดการให้ได้ก่อนก็คือ ดูรายการหนี้ ต่อมาจะเป็นยอดหนี้สินรวมทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายไปกี่เปอร์เซ็นต์คำนวณเป็นเงินแล้วต้องจ่ายชำระกี่บาท ยอดชำระขั้นต่ำเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และเราสามารถชำระจ่ายหนี้เหลือระยะเวลาผ่อนชำระที่เหลือนานแค่ไหน เราจะได้คำนวรเงินในการจ่ายชำระได้ ให้เร็วที่สุด และปิดบิลให้ได้เร็วที่สุด

ทำบัญชี Income , Expenditure

ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การที่เราทำบัญชีทางการเงิน มันจะทำให้เราได้รู้รายรับ รายจ่ายของเราเป็นอีกทางที่จะช่วยให้เรารู้จักการใช้จ่ายของเราได้มากขึ้น ทำให้เรารู้ว่ารายได้ต่อเดือนของเรามีเท่าไร แล้วรายจ่ายมีอยู่เท่าไหร่ เมื่อเรามาคำนวณดูแล้วยอดทั้งหมดมันอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมไม่ ถ้ายังไม่อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเราก็ควรที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลง เพื่อที่ค่าใช้จ่ายจะได้บาลานซ์ มีเหลือเงินเก็บใช้หนี้ได้

ตั้งงบประมาณในการใช้จ่าย ก็คือเราจะตั้งงบประมาณเอาไว้เลยที่จะใช้จ่ายไปกับสิ่งของต่างๆ อย่างจำกัด ก็คือรายจ่ายประจำของเรานั้นเองจากการทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว เพื่อที่เราจะได้คุ้มการใช้จ่ายตลอดทั้งเดือนไม่ให้เกินงบประมาณที่เราตั้งเอาไว้

เริ่มต้นออมเงินหรือฝากเงินประจำ การออมเงินการเงินฝากประจำเป็นการนิสัยในการเงินที่ดีด้วย เพราะเราจะไม่สามารถกดเงินมาใช้ได้ก่อนเวลาที่กำหนด และยังทำให้เงินออมของเรายิ่งจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นการสร้างวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอได้ นอกจากนี้ถ้าเราออมเงินที่ไม่ใช่ฝากประจำเรายังสามารถเบิกเงินมาใช้ในยามฉุกเฉินได้อีกด้วยแบบไม่ต้องไปขอยืมใครเลย

มีวินัยในการใช้เงิน

สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราก็คือการมีวินัยกับทุกๆเรื่องจะทำให้เราใช้ชีวิตเป็นไปตามที่เรากำหนดเอาไว้ได้เร็วหรือตามระยะเวลาที่เรากำหนดเอาไว้ได้ แล้วยิ่งเรื่องการเงินเรายิ่งจะต้องสร้างวินัยในเรื่องของการเงินของตัวเราเองให้มากขึ้น ยิ่งในยุคสภาวะเศรษฐกิจที่ต่ำตกแบบนี้ เราก็ยิ่งต้องฝึกฝนและทั้งต้องอนทน อดใจในการใช้เงินให้มากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ฝึกนิสัยเราของให้มีวินัย มันจะทำให้เราไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเลย สภาพทางการเงินของเราก็อาจจะพังได้โดยที่ไม่รู้ตัว หมดเงินใช้จ่ายไปตามใจตัวเราเองจนหันกลับมาอีกทีก็ไม่ได้อะไรจากการใช้เงินเลยและอาจจะทำให้เราเป็นหนี้ได้ด้วยนะถ้าเราไม่จัดระเบียบ จัดระบบในการใช้เงิน และต่อให้เรามีรายได้เยอะแค่ไหน ถ้าเราไม่วางแผนไม่มีวินัยทางการเงินมันก็จะสูญป่าวได้ ฝึกวินัยในการใช้จ่ายเงินและจัดการงบประมารในการใช้จ่ายในแต่ละเดือน แล้วเก็บออมทุกๆเดือน ยิ่งเรามีวินัยมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น และเรามีเงินออมมาจากการสร้างวินัยให้ตัวเราเองเราก็สามารถนำมาใช้หนี้ได้ แล้วเราจะได้ไม่กลับไปเป็นคนที่มีหนี้ หรือติดหนี้ได้ เราก็สามารถมากลับมาใช้บัตรเครดิตได้ปกติ และทางการเงินคล่องตัวมากขึ้น

สรุปบทความ "วิธีผ่อนบัตรเครดิตให้หมดเร็ว"

การจัดการหนี้บัตรเครดิตในยุคที่เราเจอทั้งโรคระบาดอย่างโรคโควิดแบบนี้และอีกทั้งยังเศรษฐกิจก็ตกต่ำ ทั้งย่ำแย่อีกด้วย และยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้เราก็ยิ่งใช้จ่ายกันอย่างประหยัด และยิ่งเรื่องการใช้บัตรเครดิตนั้นเราก้ยิ่งต้องระมัดระวัง แล้วก็ต้องดูรายรับของตัวเองด้วย หรือใช้บัตรเครดิตอย่างไม่บันยะบันยังก็ควรหยุดไปเลย เพราะมันก็อาจจะทำให้เราเป็นหนี้ได้  และพอเราเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้ว บางคนอาจจะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นในการจัดการชำระหนี้บัตรเครดิตยังไง หรือเราจะทำยังไงนะให้เราสามารถจัดการในการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตได้เร็วขึ้นง่ายๆ วันนี้เราจึงรวบรวม 7วิธีผ่อนบัตรเครดิตให้หมดเร็ว เพื่อที่จะให้เพื่อนๆหลายๆคนที่กำลังมองหาแนวทางในการจัดการปัญหาทางการเงินอยู่ได้มีไอเดียร์หรือเริ่มจัดการหนี้บัตรเครดิตได้ เมื่อเรามีวิธีหรือแนวทางแล้วเราก็ควรจัดการและวางแผนทางการเงินด้วย หรือมีระเบียบวินัยนั้นเอง เราจะได้ไม่กลับมาเป็นหนี้อีก

Categories
บทความ

แต้มคะแนนของบัตรเครดิต ใช้ทำอะไรได้บ้าง

"แต้มคะแนนของบัตรเครดิต ใช้ทำอะไรได้บ้าง"

มีเริ่มมีผู้คนมากมายที่หันมาใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการต่างผ่านบัตรเครดิตกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก และทันสมัยมากขึ้นด้วย จึงทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี และอีกอย่างที่มีผู้คนหันมาใช้บัตรเครดิตกันมากขึ้นอาจจะเป็นเพราะสิทธิพิเศษ สิทธิประโยชน์ต่างๆที่จะได้รับจากบัตรเครดิต  บางคนชอบสิทธิพิเศษในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยว  บางคนชอบในเรื่องของการช้อปปิ้ง  หรือแม้แต่ส่วนลดในด้านต่างๆ อย่างเช่นในร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ในการช้อปปิ้ง หรือสิทธิพิเศษต่างๆในการใช้ชีวิตของเรา และทั้งหมดนี้ทุกการใช้จ่ายเราจะได้กลับมาคือในรูปแบบที่เป็นคะแนนสะสม ไม่ว่าเราจะใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆแบบไหนเราก็จะได้แต้มสะสมคะแนน และเราสามารถแลกเป็นของกำนัล หรือส่วนลดต่างๆได้ วันนี้เรามาพุดคุย ศึกษาและดูรายละเอียดกันดีกว่าแต้มคะแนนมันคืออะไรและ แต้มสะสมคะแนนนี้ต้องทำยังไง แลกอะไรได้บ้าง และจะใช้มันยังไงดีถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด

คะแนนของบัตรเครดิตคืออะไร

ก็คือคะแนนที่เราจะได้รับเมื่อเราได้มีการซื้อสินค้า หรือบริการต่างๆผ่านบัตรเครดิต แล้วเราจะได้สะสมคะแนน ถ้าหากเราสะสมคะแนนไปเรื่อยๆเราก็สามารถที่จะนำคะแนนสะสมนี้ไปแลกสินค้า ไปแลกบริการ หรือของกำนัลต่างๆได้ตามที่อยู่ในเงื่อนไขที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินเป็นฝ่ายตั้งเงื่อนไขเอาไว้ นั้นเอง

ทำยังไงถึงจะได้คะแนนของบัตรเครดิต

เราจะทำยังไงเราถึงจะได้คะแนนของบัตรเครดิต อันดับแรกเลยที่เราจะต้องมีก็คือบัตรเครดิต เราสามารถยื่นเรื่องสมัครบัตรเครดิตได้และเราสามารถนำบัตรเครดิตมาใช้ เราสามารถที่จะเลือกทำบัตรเครดิตกับธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินไหนก็ได้แค่เพียงเรามีคุณสมบัติตรงตามที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินต้องการและให้ตรงโจทย์ที่เราจะใช้งาน เลือกสิทธิพิเศษให้ตรงตามที่เราต้องการและใช้ให้คุ้มค่าที่สุด หลังจากที่เราได้บัตรเครดิตแล้วนั้นเราก็เปิดใช้งานบัตรเครดิตได้เลยและทุกครั้งที่เราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ไม่ว่าจะซื้อของ ช้อปปิ้ง ทานอาหาร ท่องเที่ยวและใช้จ่ายในหมวดต่างๆเราก็จะได้คะแนนไว้สะสมแต้มกันได้แล้ว หรือว่าเป็นคะแนนที่เราจะได้รับเมื่อเราซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆผ่านบัตรเครดิต  บางครั้งก็จะมีโปรโมชั่น หรือไหมก็แคมเปญให้เราสะสมคะแนนได้มากกว่าปกติ แบบว่ายิ่งช้อปปิ้งยิ่งให้คะแนนสะสม X2 เท่า หรือถ้าใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดต่างๆก็จะได้คะแนน เพิ่มขึ้นก็ได้ พอเราได้คะแนนเราก็สามารถสะสมไปเรื่อยๆ แล้วเอาคะแนนที่เราสะสมไปแลกซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง หรือแลกของกำนัลได้ฟรี หรือแลกบริการต่างๆได้ตามสิทธิและเงื่อนไขที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินกำหนดเอาไว้

สามารถนำคะแนนไปแลกอะไรได้บ้าง

คะแนนสะสมของบัตรเครดิตสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง การใช้จ่ายบัตรเครดิตได้รับทั้งความคุ้มค่าและได้รับสิทธิประโยชน์ และได้รับส่วนลดมากกว่าการใช้เงินสดดังนั้นก่อนใช้บัตรเครดิตก็อย่าลืมตรวจสอบสิทธิประโยชน์กันด้วยนะเพื่อที่เราจะได้พลาดสิทธิประโยชน์ดี ๆ นั้นเอง มาดูกันว่าเราสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกสิทธิอะไรบ้าง

ใช้เป็นส่วนลดและแลกเป็นบัตรกำนัลตามห้างและร้านอาหาร

เราสามารถแลกเป็นบัตรกำนัลเพื่อที่จะเอามาใช้เป็นส่วนลดในร้านอาหารชั้นนำต่างๆที่ร่วมรายการได้ หรือต่างห้างสรรพสินค้า  และก็โปรโมชั่นหลักๆของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อแลกคะแนนสะสม ก็จะอยู่ในรูปแบบของการใช้เป็นส่วนลดร้านอาหารชั้นนำต่างๆ  ที่พักโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว หรือใช้คะแนนสะสมสำหรับเพื่อที่จะแลกซื้อสินค้า อย่างเช่นเรามีคะแนน 3000 คะแนนก็สามารถแลกบัตรกำนัลได้ 500 บาท แล้วแต่ละทางธนาคารที่จะกำหนดโปรโมชั่นเราสามารถเข้าไปเช็คดูรายการโปรโมชั่นได้ทางเว็บไซต์หรือเราสามารถสอบถามพนักงานร้านค้าร้านอาหารที่เราไปใช้บริการได้เลย

แลกคืนเป็นของรางวัล

เวลาที่เราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้งก็จะมีคะแนนสะสมให้เราไว้สะสมอยู่แล้ว  ถือว่าเป็นอีกอย่างที่มีคนชอบสะสมคะแนนเพื่อที่จะนำคะแนนสะสมบัตรเครดิตนี้ไปแรกเป็นของรางวัลต่างๆตามที่เราต้องการได้เลยแต่ก็ต้องเป็นไปตามที่ทางธนาคารหรือทางถาบันทางการเงินกำหนดเงื่อนไขเอาไว้หรือตามของแต่ล่ะประเภทของบัตรเครดิตที่กำหนดเอาไว้ และของรางวัลที่เราสามารถเอาคะแนนสะสมของบัตรเครดิตนี้ไปแลกได้ ก็จะเป็นพวกของใช้ภายในครัว ของใช้ภายในบ้าน หรือจะเป็นประเภทพวกสินค้าเบ็ดเตล็ดนั้นเอง

แลกเป็นตั๋วหนัง หรือกิจกรรมบันเทิงต่างๆได้

เราสามารถนำคะแนนสะสมนี้ไปแลกเป็นตั๋วหนังหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพราะมีหลายคนที่มีความสนใจในเรื่องการดูหนังอยู่เป็นจำนวนมาก และคงจะถูกใจคนที่ชอบดูหนังมากๆแน่ๆ คะแนนสะสมยังสามารถนำมาแลกเป็นเครื่องดื่ม หรือขนมในโรงหนังได้ด้วยนะ หรือทำกิจกรรมต่างๆเช่นแลกเป็นบัตรโยนโบว์ลิ่ง หรือร้องคาราโอเกะ เราคะแนนสะสมไปแรกได้ทั้งโรงภาพยนตร์ ในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกับโปรโมชั่นได้

แลกเป็นตั๋วเครื่องบิน

การแลกคะแนนสะสมเป็นตั๋วเครื่องบิน ส่วนมากจะนิยมในกลุ่มนักเดินทางคนที่ชอบเดินทางอยู่บ่อยๆ หรือนักธุรกิจ เพราะจะมีบัตรเครดิตบางบัตรที่เราสามารถนำคะแนนสะสมมาแลกเป็นตั๋วเครื่องบินได้  หรือว่าจะแลกตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักระหว่างการเดินทางก็ได้ถ้ามีตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้  หรือว่าเราสามารถใช้แลกจาก Economy ไปเป็น Business หรือ First Class แบบนี้ก็ได้เช่นกันถ้ามันอยู่ในเงื่อนไขยังไงก็สามารถทำได้

แลกรับเป็นเครดิตเงินคืน

เราสามารถนำคะแนนที่เราสะสมเอาไว้ไปแลกเป็นเงินสดได้ ใช้แทนเงินสดบัตรเครดิตบางบัตร สามารถใช้แต้มคะแนนสะสมบัตรเครดิตแทนเงินสดในการซื้อสินค้าหรือจองที่พักกับร้านที่ร่วมรายการได้  เพื่อที่เราใช้ซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ นอกจากนี้คะแนนสะสมนั้นยังสามารถใช่เป็นส่วนลดได้เงินคืนได้อีกด้วย อย่างเช่น เมื่อรูดซื้อสินค้าไปแล้วบัตรอาจจะมีเครดิตเงินคืนให้เราจะกี่ เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่เงื่อนไข แล้วเราก็จะได้เงินคืนกลับมา ในงวดบัญชีถัดไปแล้วบางธนาคารอาจจะโอนเข้าบัญชีของเราเลย หรือไม่ก็นำไปใช้เป็นส่วนลด บางเงื่อนไขของบัตรเครดิตสามารถใช้แทนจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และสาธารณูปโภคต่างๆก็ได้ และบางบัตรยังมีแคมเปญสุดคุ้ม เช่น รับเงินคืน 1% เมื่อใช้จ่ายครบทุกหนึ่งหมื่นบาท ก็มีด้วยนะ

แลกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ

คะแนนสะสมบัตรเครดิตสามารถนำมาแลกอุปกรณ์ไอที หรือโทรศัพท์ได้ด้วยนะ เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ด้วย อย่างเช่น ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ก็สามารถแลกได้ ถ้าอยู่ในเงื่อนไขหรือมีคะแนนมากพอก็สามารถแลกได้เลย เราสามารถเช็คคะแนนแล้วแลกได้ตามโปรโมชั่นได้เลย

แลกน้ำมันรถยนต์

จะมีบางบัตรเครดิตบางบัตรที่เราสามารถ ใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเติมน้ำมันรถยนต์ฟรีได้ กับสถานีที่ให้บริการน้ำมันที่ร่วมรายการ

แลกเพื่อบริจาค

ถ้าหากว่าเราไม่ใช้คะแนนสะสม เราไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรเราสามารถนำคะแนนสมนี้ไปบริจาคได้ เราสามารถไปแลกเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิที่เอยากจะบริจาคได้เรา

สามารถเช็คคะแนนได้ยังไง

เราสามารคเช็คแต้มหรือคะแนนสะสมได้ง่ายๆเลยโดยเช็คผ่านทางเว็บไซต์ ของทางธนาคารของบัตรเครดิตที่เราเป็นสมาชิกอยู่ก็ได้หรือเราสามารถที่จะ ดาวน์โหลด Application ผ่านทาง App Store หรือจะเป็น Google Play ก็ได้ตามที่เราสะดวกที่จะเลือก  Application ของธนาคารที่เราเป็นสมาชิกบัตรเครดิตอยู่เพื่อสามารถตรวจเช็คคะแนนสะสมได้เลยโดยที่ไม่ยุ่งยากด้วยนะ เช็คง่ายๆไม่ต้องรอนานๆสะดวกสบายมากเลยจะเช็คกี่รอบก็ได้ตามที่เราต้องการเลย

คะแนนสะสมมีวันหมดอายุไหม

คะแนนสะสมของแต่ละบัตรเครดิตหรือของแต่ละธนาคารแต่ละสถาบันทางการเงินจะมีเงื่อนไขของคะแนนสะสมที่ไม่เหมือนกัน บางธนาคารจะมีอายุของคะแนนสะสมที่จำกัดระยะเวลาเอาไว้ แต่บางธนาคารคะแนนสะสมก็จะไม่มีวันหมดอายุเลยก็มีนะ เราสามารถสะสมคะแนนไปได้เรื่อยๆได้นานแค่ไหนก็ได้ แบบที่ไม่ต้องรีบใช้ก็ได้  สะสมให้มีคะแนนเยอะๆแล้วค่อยแลกเป็นของกำนัลหรือแลกบริการต่างๆก็ได้ หรือแลกสิทธิพิเศษทีเดียวก็ได้ แต่ถ้าหากว่าบัตรเครดิตไหนมีระยะเวลาจำกัดที่กำหนดเอาไว้เราก็อาจจะต้องรีบใช้ให้คุ้มค่าเพื่อใช้สิทธิพิเศษที่เราจะได้รับกันนะ

สรุปบทความ "แต้มคะแนนของบัตรเครดิต ใช้ทำอะไรได้บ้าง"

คะแนนของบัตรเครดิตก็คือเป็นคะแนนที่เราจะได้รับเมื่อเราได้มีการซื้อสินค้า หรือบริการต่างๆผ่านบัตรเครดิต แล้วเราจะได้สะสมคะแนน ถ้าหากเราสะสมคะแนนไปเรื่อยๆเราก็สามารถที่จะนำคะแนนสะสมนี้ไปแลกสินค้า ไปแลกบริการ หรือของกำนัลต่างๆได้ตามที่อยู่ในเงื่อนไขที่ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินเป็นฝ่ายตั้งเงื่อนไขเอาไว้นั้นเอง แล้วคะแนนสะสมนั้นเราสามารถนำมาใช้แลกสิทธิประโยชน์ได้มากมายเพียงแค่เรารู้วิธีการใช้ก็สามารถคืนกำไรและสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เราอีกมากมาย โดยที่เราเองสามารถเลือกที่จะสมัครบัตรเครดิตให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ แล้วเลือกให้ตรงโจทย์ที่เราต้องการกับของเราเอง เราต้องรู้จักวางแผนการใช้จ่ายบัตรเครดิตให้เป็นและให้คุ้มค่าที่สุดและให้มีความสุขกับการใช้จ่ายด้วย แล้วเราจะทำยังไงเราถึงจะมีคะแนนสะสมบัตรเครดิตก็คือทุกๆการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเราจะได้รับคะแนนสะสมนั้นเอง หรือบางครั้งก็อาจจะมีโปรโมชั่นหรือไหมก็แคมเปญให้เราสะสมคะแนนได้มากกว่าปกติ ยิ่งช้อปปิ้งยิ่งได้คะแนนสะสม X2 เท่า หรือถ้าใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดต่างๆก็จะได้คะแนนเพิ่มขึ้น ถ้าถามว่าเราสามารถนำคะแนนไปแลกอะไรได้บ้างมีเยอะแยะมากมายกันเลยที่เดียวอย่างเช่นเราสามารถใช้เป็นส่วนลดและแลกเป็นบัตรกำนัลตามห้างและร้านอาหารตามโปรโมชั่นต่างที่อยู่ตามเงื่อนไขได้,แลกคืนเป็นสดหรือของรางวัลได้,แลกเป็นตั๋วหนัง หรือกิจกรรมบันเทิงต่างๆได้,แลกเป็นตั๋วเครื่องบิน ,แลกรับเป็นเครดิตเงินคืน ,แลกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ,แลกน้ำมันรถยนต์ และในการบริจาคก็สามารถแลกเพื่อบริจาคได้ แต่คะแนนสะสมบางบัตรเครดิตก็จะมีระยะเวลาที่กำหนดวันหมดอายุของคะแนนสะสม หรือบางบัตรเครดิตก็จะไม่มีวันหมดอายุสามารถสะสมไปได้เรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเราจะใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าเราจะต้องรู้จักใช้สิทธิพิเศษและแลกคะแนนสะสมให้เป็นด้วยนะเราจะได้ไม่เสียสิทธ์กันนะ

Categories
โปรโมชั่น

อิ่มอร่อยครบจบทุกเมนูกับร้าน HOT POT

อิ่มอร่อยครบจบทุกเมนูกับร้าน HOT POT บุฟเฟ่
สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้เท่านั้น

อิ่มอร่อยครบจบทุกเมนูกับร้าน HOT POT บุฟเฟ่ สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้เท่านั้น

     วันนี้มีโปรโมชั่นและสิทธิที่พิเศษๆมาบอกสำหรับคนที่มีบัตรเครดิตซิตี้อยู่ในมือ ทำให้เราอิ่มท้องไปกับบุฟเฟ่ในร้าน HOT POT ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน เราสามารถทานได้ทุกเมนูเลยแบบจุกๆอิ่มๆท้องกันไปได้เลย แบบที่เราไม่ต้องจ่ายเต็มราคารับไปเลยส่วนลด 30% ทั้งอิ่ม ทั้งได้ส่วนลด  แต่เราจะไม่สามารถแยกโต๊ะ หรือเซลส์สลิปได้ และเราจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ร่วมกับการเพิ่มเตาปิ้งย่างหรือหม้อต้มได้ ถ้าเราต้องการเตาปิ้งย่างหรือหม้อต้ม เราจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 40 บาท ต่อคน และใช้สิทธิ์ได้เฉพาะน้ำซุปใส ก็เพิ่มเงิน 40 บาท น้ำซุป สำหรับน้ำซุปรสชาติอื่นด้วยเช่นกันนะ ถือว่าคุ้มและเป็นโปรโมชั่นที่พิเศษๆมากๆเลยทีเดียวสายบุฟเฟ่ไม่ควรพลาดกันนะจะบอกให้ ส่วนที่ 1 รับไปเลยส่วนลดถึง 30% สำหรับแบบทานบุฟเฟ่ ก็คือราคาปกติ 399 บาทต่อคน เท่านั้นนะ สามารถทานได้จำนวนคน สูงสุด 4 ท่าน ต่อ 1บัตร ต่อโต๊ะ และต่อเซลศ์สลิป ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค – 31 ธ.ค 256 จะมาแบบเป็นทีมก็ได้ หรือจะมาแบบครอบครัวก็ฟินไปอีกแบบ จะมาทานกับสมาชิกแบบไหนก็ได้ส่วนลดแค่จ่ายชำระค่าอาหารผ่านบัตรเครดิตซิตี้เท่านั้น 

ส่วนที่ 2 แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 10 % เมื่อเราใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเท่ายอดใช้จ่ายสุทธิและทานครบ 300 บาท ขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป ไม่ว่าเราจะสั่งอะไร เราก็สามารถใช้พอยต์ได้เลย ยอดขั้นต่ำ 300 บาทและใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเทียบเท่ายอดใช้จ่ายแลกรับเครดิต เงินคืน 10 % ได้เลย  ตั้งแต่ 1 ต.ค 63 – 31 ธ.ค 64 วิธีการลงทะเบียน แค่เพียงชำระค่าอาหาร ด้วยบัตรเครดิตซิตี้ แล้วรอรับ SMS จากธนาคารฯและคลิก LINK เพื่อเริ่มทำรายการ แลกคะแนนสะสม และสุกท้าย ตรวจสอบรายละเอียดและกด “ทำรายการ” เพื่อแลกรับเครดิตเงินคืน 10 % มีขั้นตอนแค่นี้เอง

Categories
โปรโมชั่น

สนุกสนานอิ่มท้องกับทุกมื้อ ชาบู ปิ้งย่างไปกับบัตรซิตี้

สนุกสนานและอิ่มท้องกับทุกมื้อ ชาบู ปิ้งย่างไปกับบัตรซิตี้

สนุกสนานและอิ่มท้องกับทุกมื้อ ชาบู ปิ้งย่างไปกับบัตรซิตี้ กับร้าน KING KONG ร้าน SHIBUYA SHABU และร้าน MONG KOK

อิ่มท้องไปกับทุกๆมื้อเอาใจคนชอบปิ้งย่าง ชาบู กับบัตรซิตี้ ที่ไม่ได้เอาใจแค่สมาชิกผู้ถือบัตรซิตี้เท่านั้นนะ ยังเอาใจคนที่ชอบกินหรือสายที่รักบุฟเฟ่ ชาบู ปิ้งย่าง ไม่ว่าเราจะไปทานคนเดียว ไปกับคนรู้ใจ หรือแม้แต่ไม่ว่าจะไปทานกับเพื่อนที่ทำงานหรือครอบครัวก็สามารถทำได้และเราจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 23%  เมื่อเราท่านอาหารในร้าน KING KONG ร้าน SHIBUYA SHABU และร้าน MONG KOK ถ้าหากเราจ่ายบิลตามจำนวนด้วยบัตรเครดิตซิตี้ที่เป็นไปตามเงื่อนไข เราจะได้รับเครดิตเงินคืนสุดคุ้มไปเลยเราทั้งอิ่มท้องและยังได้รับเงินคืนอีกด้วย คุ้มสุดคุ้มไปเลย  สำหรับรับประทานภายในร้านเท่านั้นนะ ส่วนที่1รับเครดิตเงินคืนสูงสุด13%  เมื่อทานครบ 2,500 บาทขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป และ10%  เมื่อทานครบ 1,200 บาทขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป  และวิธีลงทะเบียนเพื่อรับเครดิตเงินคืนก็ไม่ยากด้วยนะสำหรับร้านKING KONGพิมพ์ KONG (เว้นวรรค) ตามด้วยหมายเลขบัตรฯ12 หลักสุดท้าย ร้านSHIBUYA SHABUพิมพ์ SHBY (เว้นวรรค) ตามด้วยหมายเลขบัตรฯ12 หลักสุดท้าย และร้านMONG KOKพิมพ์ MKK (เว้นวรรค) ตามด้วยหมายเลขบัตรฯ12 หลักสุดท้าย เราจะลงทะเบียนครั้งเดียวเพื่อรับสิทธิ์เท่านั้น ส่งมาที่ 4712228 จะมีค่าส่งครั้งล่ะ 3 บาท จะได้รับข้อความตอบกลับ และส่วนที่1รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% เราจะได้รับเครดิตเงินคืนภายใน 60 วันหลังจบโปรแกรม *ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 64

ในส่วนที่ 2 แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 10 % ที่เราจะได้รับเมื่อเราใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเท่ายอดใช้จ่ายสุทธิและทานครบ 300 บาท ขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป ไม่ว่าเราจะสั่งอะไร เราก็สามารถใช้พอยต์ได้เลย ยอดขั้นต่ำ 300 บาทและใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเทียบเท่ายอดใช้จ่ายแลกรับเครดิต เงินคืน 10 % ได้เลย ตั้งแต่ 1 ต.ค 63 – 31 ธ.ค 64 ส่วนวิธีใช้หรือวิธีลงทะเบียนนั้นก็ทำได้ง่ายเช่นกันนะ ชำระค่าอาหาร ด้วยบัตรเครดิตซิตี้ รอรับ SMS จากธนาคารฯและคลิก LINK เพื่อเริ่มทำรายการ แลกคะแนนสะสม และตรวจสอบรายละเอียดและกด “ทำรายการ” เพื่อแลกรับเครดิตเงินคืน 10 % ง่ายใช่ไหมล่ะ แล้วอย่าลืมพาคนที่เรารักไปใช้สิทธิโปรโมชั่นกันนะ

Categories
โปรโมชั่น

ชำระเบี้ยประกันชีวิตด้วยบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมรับเครดิตเงินคืน

ชำระเบี้ยประกันชีวิตด้วยบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมรับเครดิตเงินคืน

ชำระเบี้ยประกันชีวิตด้วยบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมรับเครดิตเงินคืน

      วันนี้เรามีโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษๆสำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกของบัตรเครดิตซิตี้  หากใครที่กำลังมองหาประกันชีวิตอยู่ หรือกำลังจะจ่ายเบี้ยประกันชีวิตถ้าหากเราจ่ายชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตซิตี้ หรือบัตรอื่นๆของซิตี้   ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะจ่ายหรือชำระแบบไหน ทั้งจ่ายแบบเต็มจำนวนหรือแม้แต่แบบผ่อนชำระ เราจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด  4,000 บาท  ยกเว้นการชำระบิลค่าเบี้ยประกันผ่าน  www.citibank.co.th และบัญชีซิตี้ เรดดี้เครดิต จะงดการชำระแบบเต็มจำนวนวงเงินเบี้ยประกันที่เราจะต้องจ่ายไป จำกัดการรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 4,000 บาท ต่อคน ตลอดรายการ แต่รวมทุกประเภทบัตรเลยนะ ได้ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริมเลย  และเราสามารถแบ่งจ่ายมากกว่า 10 เดือนได้เลย แต่จะเฉพาะบัญชีซิตี้ เรดดี้เครดิตเท่านั้นนะ ลงทะเบียนรับเครดิตเงินคืนได้ง่ายๆเราสามารถลงทะเบียนเพื่อรับเครดิตเงินคืนทำได้โดยผ่านระบบ SMS แค่เรา พิมพ์ INSF (เว้นวรรค)  แล้วก็ตามด้วยหมายเลขบัตร 12 หลักสุดท้าย ไม่ต้องเว้นวรรคระหว่างหมายเลขนะ และส่งไปที่ 4712228 ค่าบริการส่งครั้งละ 3 บาท แค่นั้นเอง ส่วนเครดิตเงินคืนเราจะได้รับเงินคืนภายในวันที่  30 ก.ย. 64  จะได้รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรหลักนะ พิเศษสุดๆไปเลยสำหรับคนที่เป็นสมาชิกถือบัตรเครดิตซิตี้อยู่ ที่กำลังมองหาประกันชีวิตแล้วเมื่อเราสมัครซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับใหม่ผ่าน  ซิตี้คอปร์ป  ลิสซิ่ง อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ หรือแม้แต่จะเป็นบริษัทในเครือธนาคารซิตี้แบงก์ และใช้บัตรเครดิตซิตี้จ่ายเบี้ยครบตามเงื่อนไข   เราจะได้บัตรกำนัลทองคำแบบพิเศษๆ และพร้อมได้รับความอุ่นใจไปกับประกันชีวิตที่ได้รับเครดิตเงินคืน ทำให้ชีวิตได้เพลิดเพลินที่ไร้ขีดจำกัดกันไปเลย

Categories
บทความ

ความรู้ทางการเงิน สำคัญอย่างไร

“ความรู้ทางการเงิน สำคัญอย่างไร”
มีผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจในการจะลงทุนทางการเงินกันมากขึ้น เพราะมันได้ผลกำไรที่รวดเร็วทันใจและเติบโตได้เร็วมากๆจริงๆ ที่ให้เรามากกว่าการเอาไปฝากเอาไว้ในธนาคาร ดังนั้นในสมัยนี้เราก็ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเงินให้มากขึ้น จะได้รู้จักวิธีในการลงทุนในการวางแผนการลงทุน การวางแผนการเงินของเราให้มันเพิ่มมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิม บางคนรวยขึ้นเพราะนำเงินไปลงทุนในระยะเวลาที่สั่นๆแล้วเห็นเงินก้อนใหญ่ๆก็มี เพราะเขาเหล่านั้นรู้จักวิธีในการลงทุนนั้นเอง ถ้าหากเราอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเราต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง และศึกษาทางด้านการเงินเอาไว้เพราะความหมายของการเงินมันกว้างกว่าที่เราคิดมากๆเลย เมื่อเรามีความรู้มากขึ้นแล้วเข้าใจในการลงทุนเป็นอย่างดีเราก็จะสามารถวางแผนการเงินของเราให้ดีขึ้นได้ เราจะได้มีเงินที่เหลือใช้เหลือเก็บ แล้วเอาไปต่อยอดได้อีกหลายๆทางให้มันเพิ่มพูนขึ้นให้มากกว่านี้ ดังนั้นการมีความรู้ในเรื่องการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆเลยในยุคสมัยนี้ วันนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องการเงินให้มากขึ้นกันดีกว่าเพื่อที่เราจะได้ความเข้าใจพื้นฐานทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินมากขึ้นและเพื่อลดความเสี่ยงที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงินของเรากันด้วย
เพื่อสร้างรายได้

แน่นอนว่าถ้าเรามีความรู้ในเรื่องทางการเงินเป็นอย่างดี เราก็จะมีแนวทางในการสร้างรายๆได้ที่นอกเหนือจากงานประจำ หรือสร้างรายได้ที่มากว่าหนึ่งทางแน่นอน อย่างเช่นการนำเงินไปลงทุนซื้อของที่มีราคามาขาย มาเกร็งกำไร นำเงินไม่ทุนกับอะไรต่างๆ หรือจะเล่นหุ่น นำเงินไปปล่อยกู้ หรือนำเงินที่มีไปต่อยอดให้มันมีค่ามหาศาล แบบที่ได้ผลกำไรก็ถือว่าเป็นการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นก็ว่าได้  และอีกอย่างความรู้ที่เราศึกษาทางด้านการเงินทำให้เราใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทและหลายๆคนที่ไม่ค่อยศึกษาเรื่องการเงินอาจจะไม่คิดว่าเงินมันทำอะไรได้บ้างนอกจากใช้จ่ายทั่วไป หรือมองกำไรที่จะได้รับไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง เมื่อเรามีความรู้เราก็จะมองภาพของกำไรที่จะได้รับออก ว่าเราถ้าหากเราลงทุนกับสิ่งนี้เราจะสามารถสร้างร้ายได้มากกว่าที่คิดแน่นอน

เพื่อทำบันทึกรายรับรายจ่าย
เรามาพูดถึงเรื่องรายรับราย จ่ายกัน รายรับก็คือเป็นเงินที่เราได้จากเงินเดือนจากทำงานของเรา หรือว่าจะเป็นจากผลตอบแทนที่ได้รับจากผลกำไรต่างๆ หรือผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเช่นเรามีรายได้จากดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร จากเงินให้กู้ยืม รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ส่วนรายจ่ายก็คือเงินที่เราต้องจ่ายออกไปอย่างเช่นเราค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำมัน ค่าเทอม หรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกจ่ายออกไปทั้งหมดเราเรียกว่ารายจ่าย ดังนั้นเมื่อเราทราบความหมายและทำความเข้าใจกับมันแล้ว เราก็ต้องทำการบันทึกรายรับ รายจ่าย เอาไว้เพื่อที่เราจะได้บริหารเงินให้เป็น การทำบัญชีรายรับ รายจ่ายคือการจดบันทึกรายการข้อมูลด้านการเงินของเราทั้งรายการที่รับเข้ามาและรายการที่ต้องจ่ายออกไป แล้วเอามาสรุปเป็นรายเดือนว่าเดือนหนึ่งเราใช่จ่ายไปเท่าไหร่หรือว่าเราเหลือเงินเพื่อเก็บเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะมาสรุปรายการต่อว่าได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ การที่เราทำการบันทึกรายรับ รายจ่ายแบบนี้เอาไว้มันมีประโยชน์กับเราด้วยในเรื่องของการวางแผนการใช้จ่าย
เพื่อนำเงินเดือนที่ได้รับมาเก็บออม
เงินเดือนก็คือค่าตอบแทนในการทำงานของเราที่จะออกให้เราเป็นรายเดือนในทุกๆเดือนหรือค่าจ้างต่าง ๆที่ทางบริษัทจ่ายให้กับเราในการทำงาน การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือถ้าหากเราทำงานดี ทำผลงานได้ดี เราก็อาจจะได้รับเงินเดือนมากขึ้น หรือการถูกปรับเงินเงินขึ้นตามผลงานของเรานั้นเอง อีกความหมายนึ่งคำว่าค่าจ้าง ค่าจ้างก็หมายถึงเงินค่าตอบแทนที่เราจะได้รับในการทำงาน โดยที่จะวัดเกณฑ์จากจำนวนทำงานเป็นแบบชั่วโมงในการปฏิบัติงาน แต่อาจจะจ่ายเป็นเดือน หรือเป็นรายวันก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริษัท หรือนายจ้างของแต่ละคนนั้นเอง เงินเดือนหรือรายได้ค่าจ้างที่มีเข้ามา ไม่ว่าจะมีมากหรือมีน้อยเราก็ควรที่จะมีเก็บเอาไว้ด้วย หรือไม่ว่าค่าใช้จ่ายเยอะขนาดไหน เราก็ควรออมเงินอย่าน้อยไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ที่เราได้รับ เพราะเราควรมีเงินเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้ด้วยเพื่อเป็นการออมเงิน หรือเก็บในอนาคตของตัวเราเอง ถ้าไม่มีเงินออมเลยเราก็ควรเริ่มเก็บได้แล้วนะ เริ่มจากการหันมาออม 10% ของรายได้ก็ได้นะ มันอาจจะไม่เยอะหรือน้อยไป แต่ถ้าเราเริ่มเก็บเงินเท่านี้ก็ทำให้ในอนาคตเราก็พอจะมีเงินก้อนโตขึ้นได้
เพื่อการออมเงิน

การออมคือการที่เรานำรายได้มาหักลบจากรายจ่าย แล้วมีส่วนที่เหลืออยู่ของรายได้เราสามารถนำเงินตรงนี้มาเก็บนั้นก็คือเงินออม หรือการออมจากรายได้ที่เราได้รับต่อเดือนโดยที่เราเริ่มต้นจาก 10% ก่อน  ถ้าหากจะให้มีเงินออกมากขึ้นเราควรออมเงินอย่างน้อย 12 ถึง25% ของรายได้ของเราต่อเดือน แต่การออมเงินก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน สิ่งสำคัญในการออมเงินคือเพื่ออนาคตทำให้เรากำหนดเป้าหมายที่วางเอาไว้ว่าจะต้องมีบ้าน มีรถ เป็นของตนเองในอนาคตให้ได้   มิฉะนั้นเราก็ควรทำการออมเงิน เก็บเงินอย่างสม่ำเสมอในชีวิตจะช่วยให้มีความมั่นคงในอนาคต  หลักในการออมเราจะต้องรู้จักวิธีการออมทรัพย์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองก่อน และต้องรู้จัดเพิ่มพูนรายได้ ต้องรู้จักคิดหาทางเพิ่มพูนรายได้และรู้จักประหยัดการใช้จ่าย จะมีโอกาสเก็บออมเงินได้เร็วขึ้น ต้องปลูกผังนิสัยการเก็บออม ควรต้องพยายามฝึกฝนตัวเองให้มีความสามารถที่ควบคุมการใช้จ่ายของตนเองจนเกิดเป็นนิสัยการเก็บเงินออมทำให้เรามีการวางแผนการใช้จ่ายเงินที่ดี  ไม่พอแค่นี้เราต้องรู้จักทำงบประมาณวางแผนการใช้เงิน ได้มีการวางแผนการใช้เงิน มีวิธีการกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายปัจจุบันหรือวงเงินตามต้องการในอนาคต ทำงบประมาณการรายได้และรายจ่าย ทำบัญชีรายจ่ายประจำตัว และตามรายจ่ายที่ต้องจ่ายจริงแต่ละเดือน เราจะต้องมีเป้าหมายในการออมเงินด้วนนะ ออมเพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ออมเพื่อความฝัน ออมเพื่อวันที่เราเกษียณแล้วไม่มีรายได้เข้ามา

เพื่อการลงทุน
การลงทุนเท่ากับการที่เรานำเงินที่เก็บสะสมไปให้มันเพิ่มขึ้น หรือมีจำนวนมากว่าที่มีอยู่ ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมเอาไว้เฉยๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า การลงทุนเป็นการออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นแต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยนะ ดังนั้นการตัดสินใจลงทุน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ การลงทุนก็จะมีแบบการลงทุนเพื่อการบริโภค เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นการลงทุนที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน การลงทุนเพื่อธุรกิจ คือการซื้อสินทรัพย์เพื่อมาใช้งานการประกอบธุรกิจ แล้วก็เป็นการลงทุนแบบการลงทุนในหลักทรัพย์ เช่นการเล่น หุ้น เล่นทองคำ บางคนหันมาลงทุนแบบนำเงินไปฝากธนาคารหรือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล การประกันชีวิตหรือเข้าเป็นหุ่นส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหุ่นส่วนในธุรกิจต่างๆ ทำให้ได้รับผลประโยชน์จากดอกเบี้ย เงินปันผลหรือกำไรได้ด้วย จุดมุ่งหมายในการลงทุนของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันออกไป บางคนลงทุนเพื่อความปลอดภัยและการเพิ่มพูนของเงินทุนคือการคำนึงถึงความปลอดภัยในการลงทุนเป็นการรักษาเงินลงทุนเริ่มแรกให้เหลือเอาไว้ บางคนเพื่อความคล่องตัวในการแปรสภาพและบางคนลงทุนเพื่อการกระจายความเสี่ยงนั้นเอง
เพื่อวางแผนชีวิต
เมื่อเราทุกคนมีอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆสิ่งที่เราจะต้องการในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตามๆอายุของเราและสิ่งที่เราต้องการก็คือความมั่นคงในการใช้ชีวิตที่ไม่ลำบาก มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น มีการอำนวยความสะดวกให้กับชีวิต ทั้งชีวิตของเราเองและชีวิตของคนในครอบครัวของเรา ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มคิดวางแผนชีวิตกันในวันที่เรามีกำลังกาย แรงใจ และความคิดที่จะทำได้ ถ้าเราไม่เริ่มที่จะวางแผนชีวิตในวันนี้มันก็อาจช้าเกินไปที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของเราได้ ความล้มเหลวและหลายๆเรื่องในชีวิตก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันคิด หลายๆคนที่กำลังจะเริ่มต้นก็คงจะยังไม้รู้ว่าจะเริ่มต้นกันตรงไหนและไม่ถูกว่าเราจะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างยังไงดี ขอแนะนำว่าให้เราเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องทางการเงินก่อนก็ได้ เพื่อที่เราจะได้วางแผนทางการเงินของเราในอนาคตได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะวางแผนเพื่อ การอยู่อาศัย หรือการวางแผนลงทุนจะทำอะไรสักอย่างที่จะสร้างรายได้ให้กับเราในอนาคต แล้วเราจะได้วางแผนการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อเก็บออมได้ดี เพื่อการเงินการเงินเราจะได้คล่องตัวขึ้น เราจะได้ไม่ประมาทในการใช้เงินถ้าหากเราขาดความรู้เราก็อาจจะไปเสียเปรียบคนที่มีความรู้เยอะๆเอาก็ได้ เพราะคนส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตสักเท่าไหร่ ก็จะโดนเอาเปรียบได้ง่ายๆ อย่าน้อยเราวางแผนทางการเงินทั้งแต่วันนี้ในอนาคตในวันที่เราเกษียณ หรือวันที่เราต้องใช้เงินฉุกเฉิน เราก็จะไม่เดือนร้อนใครได้ เราจะได้มีชีวิตที่ดี และใช้ชีวิตที่แสนสบายในวันที่แก่แล้วโยที่ไม่ลำบากลูกหลาน
สรุปบทความ “ความรู้ทางการเงิน สำคัญอย่างไร”
มีหลายๆคนที่อยากจะวางแผนเรื่องการในอนาคตแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เราขอแนะนำว่าให้เริ่มต้นด้วยการศึกษาหาความรู้ทางด้านการเงิน ไว้ก่อนเป็นดับแรกก็ได้ เพราะจากที่เราศึกษาเรื่องทางการเงินจะช่วยให้สามารถจัดการกับการเงินของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วทำให้เราเริ่มบันทึกรายรับรายจ่ายขึ้นมาที่เป็นรายเดือน เพื่อการออมเงิน หรือการลงทุน หรือการจัดการหนี้สิน และการวางแผนทางการเงิน เราควรศึกษาเรื่องการเงินในทุกๆด้านเอาไว้ อย่าน้อยเราจะได้รู้ว่าในเงินเดือนแต่ละเดือนของเรา เราควรเก็บเงินหรือหักมาออมเท่าไหร่ และเราก็ควรเริ่มต้นออมเงินก่อนสัก 10% ของรายได้ ทำให้ในอนาคตเราจะได้มีเงินเก็บออมเอาไว้ แล้วพอเรามีเงินเก็บเงินออมเราก็อาจจะต้องศึกษาการลุงทุกเพิ่มเติมว่า ทำยังไงเงินที่เรามีอยู่ถึงจะมีเพิ่มขึ้นมาได้ การลงทุนก็เหมือนกับการที่เรานำเงินที่เราเก็บสะสมเอาไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการที่เราออมเอาไว้ในธนาคาร ที่จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนในอนาคตที่มากกว่าที่เป็นอยู่และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะถ้าเราไม่ศึกษาความรู้ให้ดีๆ ดั่งนั้นความรู้เรื่องทางการเงินนั้นสำคัญมาก เมื่อเราศึกษาและรู้ถึงความหมายและปฏิบัติตามแล้ว การลงทุน หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเงินก็จะไม่ใช่ปัญหาของเราอีก แล้วเราก็จะไม่ต้องไปโดนใครหลอกได้ง่ายๆอีก ศึกษาข้อมูลทางการเงินแล้วก็อย่าลืมออมเงินกันด้วยนะ จะได้มีเงินใช้ในยามฉุกเฉินจะได้ไม่เดือนร้อนไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ
Categories
บทความ

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต

"วิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต"

ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็นค่าปรับที่เราจะต้องจ่ายให้กับทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงิน ถ้าหากมีการรูดบัตรเครดิต แล้วเราเลือกวิธีชำระหนี้บัตรเครดิตเป็นแบบการผ่อนเป็นงวดๆเราก็จะเสียดอกเบี้ยนั้นเอง ส่วนมากอัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดคำนวณดอกเบี้ยจะเป็นแบบดอกเบี้ยคงที่  แต่ถ้าหากว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกับดอกเบี้ยใดๆทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินต้องแจ้งรายละเอียดให้เราทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าด้วย  และเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยนั้นขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ในการคำนวณดอกเบี้ยก็คือนับตั้งแต่วันที่เรารูดบัตรเครดิตหรือเบิกถอนเงินสดนั้นเอง ถือว่าการศึกษาวิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตจึงสำคัญมากๆเรื่องหนึ่งเหมือนกันนะเพราะถ้าหากเรารู้วิธีคิดดอกเบี้ยเป็นเราจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับดอกเบี้ยในจำนวนมากๆ เราจึงมาพูดถึงเรื่องรายละเอียดดอกเบี้ยกัน

ดอกเบี้ยบัตรเครดิต

ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นเมื่อเราชำระหนี้ตามรายการที่ไม่เต็มจำนวนวงเงินที่ระบุเอาไว้ในบิล จะชำระขั้นต่ำหรือขาดไปสักกี่บาทก็ตามก็จะมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นมาทันที การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็จะแบ่งคำนวณเป็น 2 ส่วน คือทางธนาคารทางสถาบันการเงินจะคิดจากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่วันบันทึกรายการ ไปจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่ายและอีกวิธีที่จะคิดจากยอดคงค้างตั้งแต่วันที่ชำระขั้นต่ำไปจนถึงวันสรุปยอดของเดือนถัดไป อย่างเช่นถ้าหากว่าเรารูดบัตรเครดิตซื้อโทรศัพท์มือถือ จำนวน 10,000 บาท ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินจะสรุปยอดค่าใช้จ่ายให้กับเราทุกๆวันที่ 25 ของเดือน  แล้วจะกำหนดชำระเงินทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ซึ่งธนาคารและสถาบันทางการเงินจะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 20% ต่อปี ต่อมาในวันที่ 10  ของเดือนถัดไป เราจะต้องชำระเงินจ่ายขั้นต่ำ 10% ถ้าเราทำผิดเงื่อนไขทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะคิดดอกเบี้ยเราทันทีสูงสุดถึง 18% ต่อปีกันเลยทีเดียว แล้วจะนับย้อนหลังตั้งแต่วันที่เรารูดซื้อสินค้าไปจนถึงวันที่จ่ายยอดทั้งหมดครบ แล้วถ้าหากเรายังไม่จ่ายชำระหนี้ตามบิลเราก็ถูกคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันวนไปแบบนี้ ส่วนระยะเวลาชำระหนี้คืนโดยปลอดดอกเบี้ยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 45ถึง55 วัน  แล้วก็จะขึ้นอยู่กับทางสถาบันทางการเงินหรือธนาคารจะกำหนดเอาไว้ในเงื่อนไข

วิธีคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต

การใช้บัตรเครดิตนั้นถ้าหากเราใช้ไปในทางที่ดี ก็จะส่งผลไปในที่ดี ทำให้การเงินของเราคล่องตัว แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็จะทำให้เราเกิดปัญหาทางการเงินได้ แล้วถ้าการเงินของเราติดขัดอาจจะทำให้จ่ายบิลชำระหนี้ไม่ตรงต่อเวลาส่งผลให้เราเสียประวัติทางการเงินได้ หรือไม่ก็ทำให้แผนการเงินของเราพังได้ง่ายๆ แล้วเรารู้ไหมว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นแพงเอาเรื่องมากเลยนะ เรามาดูกันว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นจะคิดยังไง แล้วคำนวณมันออกมายังไงกัน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี ก็คือจ่ายไม่ครบหรือจ่ายแค่ขั้นต่ำ แต่จะไม่รวมโปรโมชั่นในการผ่อนชำระ 0% และกดเงินสดออกมาใช้ล่วงหน้า ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365 แล้วถ้าหากเราผิดเงื่อนไข เราจะโดนทางธนาคารหรือทางสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยทันทีสูงสุด 18% ต่อปี จะนับย้อนหลังตั้งแต่วันที่รูดซื้อสินค้า จนถึงวันที่จ่ายยอดทั้งหมดครบ แล้วแบ่งเป็นช่วงเวลาได้เป็น 4 ช่วงเวลาในการคิดดอกเบี้ย นั้นก็คือ

ช่วงที่ 1 วันที่รูด จนถึง วันสรุปยอดคือดอกเบี้ยเงินต้นส่วนแรกคิดจากยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบบัญชี ตั้งแต่วันรูดสินค้า ถึงวันสรุปยอด

ช่วงที่ 2 วันสรุปยอด จนถึง วันครบกำหนดชำระคือดอกเบี้ยเงินต้นส่วนที่สองคิดจากยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบบัญชี ตั้งแต่วันสรุปยอด ถึงวันครบกำหนดชำระ หากเราจ่ายครบเต็มจำนวน ธนาคารจะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยในส่วนตัวข้างต้น แต่หากจ่ายไม่ครบจะโดนเรียกเก็บดอกเบี้ยเต็ม ๆ ทุกบาท ทุกสตางค์

ช่วงที่ 3 วันครบกำหนดชำระ จนถึง วันสรุปยอดงวดถัดไปคือดอกเบี้ยค้างชำระส่วนแรกคิดจากยอดค้างชำระตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ ถึงวันสรุปยอดงวดถัดไป

ช่วงที่ 4 วันสรุปยอดงวดถัดไป จนถึง วันสรุปยอดงวดถัดไปงวดไปคือดอกเบี้ยค้างชำระส่วนที่สองคิดจากยอดค้างชำระตั้งแต่วันสรุปยอดงวดถัดไป ถึงวันครบกำหนดชำระงวดถัดไป

วิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อจ่ายขั้นต่ำ

จะบอกว่าการจ่ายแบบขั้นต่ำเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่  เราจะไม่ขอแนะนำวิธีนี้นะเพราะดอกเบี้ยมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เราเลือกที่มันเลือกไม่ได้เลยจะดีกว่า และสำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าถ้าเราจ่ายขั้นต่ำไปแล้ว จะต้องคำนวณดอกเบี้ยแบบไหนวันนี้เราจะมาอธิบายกัน

วิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อจ่ายขั้นต่ำ จ่ายขั้นต่ำอัตราดอกเบี้ยที่ 18% ต่อปี การคิดดอกเบี้ยจะถูกคิดเป็น 2 ส่วนก็คือดอกเบี้ยที่ใช้จ่ายและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ในบิลแรกคือดอกเบี้ยจะยังไม่ได้คิด แต่ในรอบเดือนถัดไปปิดยอดการใช้จ่ายในเดือนต่อไปทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินจะเริ่มคิดดอกเบี้ยเราเลยนะ

ในส่วนที่ 1  ดอกเบี้ยส่วนแรก คือ ดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย แต่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 18%
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย = เงินต้นคงเหลือ X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันในงวด / จำนวนวัน 1 ปี  

ในส่วนที่ 2 ดอกเบี้ยส่วนที่สอง คือ ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ดอกเบี้ยค้างชำระที่จะคิดจากเงินต้นคงเหลือที่จ่ายขั้นต่ำไป โดยคิดจากวันที่เราชำระไป จนถึงวันปิดยอดในรอบล่าสุดแล้วระหว่างวันดังกล่าวไม่มีการใช้จ่ายเพิ่ม และคิดกับดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 20%
ดอกเบี้ยค้างชำระ = เงินต้นคงเหลือที่จ่ายขั้นต่ำไป X ดอกเบี้ย 18% x จำนวนวันที่ชำระ-วันปิดยอดในรอบล่าสุด/ 365 วัน

และหลังจากที่เราจ่ายขั้นต่ำครั้งแรกในรอบบิลเดือนต่อมา ยอดที่เราจะต้องชำระ คือจำนวนหนี้จะพอกพูนขึ้น หากเรายังทยอยจ่ายขั้นต่ำต่อเดือนไปเรื่อยๆเงินต้นก็จะไม่ลดลงและสุดท้ายถ้าหากว่าเราไม่รีบปิดบิลชำระหนี้เต็มจำนวน ก็จะเพิ่มดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินที่เยอะขึ้นแล้วสุดท้ายจะบานปลายไปจะเป็นหนี้เสียได้

การคิดดอกเบี้ยจากการเบิกถอนเงินสด

สำหรับดอกเบี้ยจากการเบิกถอนเงินสดนั้นการเบิกเงินสดล่วงหน้านั้น จะนับตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินสดจนถึงหนึ่งวันก่อนวันที่ชำระคืนหรือวันตัดรอบบัญชี  ในการคำนวณดอกเบี้ยที่จะใช้วันที่เบิกถอนเงินสดในการคำนวณดอกเบี้ยทางธนาคารทางสถาบันทางการเงินจะทำการคำนวณดอกเบี้ยโดยที่จะนำดอกเบี้ยจากการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า และดอกเบี้ยจากการชำระคืนขั้นต่ำมาเรียกเก็บรวมกันในวันสรุปยอดบัญชี คือ วิธีคำนวณดอกเบี้ยจากการเบิกถอน

  • เงินสดจำนวนเงินที่เบิกถอนเงินสดล่วงหน้า x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน และวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจากการชำระคืนขั้นต่ำ 
  • ค่าใช้จ่ายรอบบัญชีที่ผ่านมา (ทุกรายการ คิดทีละรายการ) x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน 
  • ยอดเงินคงค้างของยอดรอบบัญชีที่ผ่านมา x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน 
  • ยอดเงินคงค้างรอบบัญชีที่ผ่านมาหักจำนวนเงินที่ชำระ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน
วิธีเริ่มคิดดอกเบี้ยจากการเบิกถอนเงินสด

ในรายการที่จะต้องชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือค่าบริการ จะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ธนาคารบันทึกรายการ รายการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่บัตรทำรายการ จนถึงวันที่ชำระเงินครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เบิกถอน

1. จำนวนเงินสดจำนวนเงินที่เบิกถอนเงินสดล่วงหน้า x อัตราดอกเบี้ยต่อปี  x จำนวนวัน  นับจากวันที่เบิกถอนจนถึงหนึ่งวันก่อนที่ธนาคารจะได้ชำระคืน หรือวันสรุปยอดบัญชี แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน

2. จำนวนเงินสดจำนวนเงินที่เบิกถอนเงินสดล่วงหน้า x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน  นับจากวันที่บันทึกรายการของยอดค่าใช้จ่ายรอบบัญชีที่ผ่านมา จนถึงวันสรุปยอดบัญชีที่ผ่านมา

3. จำนวน  ยอดเงินคงค้างของยอดรอบบัญชีที่ผ่านมา x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน  นับจากวันสรุปยอดบัญชีที่แล้ว จนถึงหนึ่งวันก่อนวันที่ธนาคารฯ ได้รับเงินชำระขั้นต่ำ 

4. จำนวน ยอดเงินคงค้างรอบบัญชีที่ผ่านมาหักจำนวนเงินที่ชำระ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน  นับจากวันที่ชำระเงินขั้นต่ำ จนถึงวันสรุปยอดบัญชีปัจจุบัน

สรุปบทความ “วิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต”

การคำนวณดอกเบี้ยส่วนมากถ้าเป็นบัตรเครดิตจะคิดแบบดอกเบี้ยเงินต้นคงที่ จะนำเงินต้นและวันที่กู้มาคิดดอกเบี้ยตลอดอายุจนชำระหนี้ตามบิลหมด ดังนั้นการจะคิดดอกเบี้ยโดยวิธีใดนั้น ทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินจะเป็นผู้กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อ หรือบัตรเครดิต ในการชำระหนี้นั้นเราสามารถจ่ายชำระแบบการจ่ายขั้นต่ำได้แต่มันเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ ไม่ขอแนะนำ การจ่ายแบบขั้นต่ำก็ไม่ผิดแต่แค่มันจะไปเพิ่มตัวดอกเบี้ยทำให้มีภาระเพิ่มหรือทำให้ดอกเบี้ยเป็นก้อนที่ใหญ่ขึ้น อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อเราจ่ายขั้นต่ำดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 18% ต่อปี การคิดดอกเบี้ยจะถูกคิดเป็น 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ยส่วนแรกเป็นดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย แต่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 18%  และดอกเบี้ยที่ค้างชำระในบิลแรกดอกเบี้ยจะยังไม่ได้คิดก็คือดอกเบี้ยส่วนที่สองเป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ดอกเบี้ยค้างชำระที่จะคิดจากเงินต้นคงเหลือที่จ่ายขั้นต่ำไป  แล้วคิดจากวันที่เราชำระไป จนถึงวันปิดยอดในรอบล่าสุดแล้วระหว่างวัน ไม่มีการใช้จ่ายเพิ่ม และคิดกับดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 20% แล้วจะนับย้อนหลังตั้งแต่วันที่รูดซื้อสินค้าไปจนถึงวันที่จ่ายยอดทั้งหมดครบ แบ่งเป็น 4 ช่วงเวลาในการคิดดอกเบี้ยคือวันที่รูดจนถึงวันสรุปยอด,วันสรุปยอดจนถึงวันครบกำหนดชำระ,วันครบกำหนดชำระจนถึงวันสรุปยอดงวดถัดไป,วันสรุปยอดงวดถัดไปจนถึงวันสรุปยอดงวดถัดไปงวดไป แม้เราจ่ายครบเต็มจำนวนในรอบบิลถัดไป ธนาคารก็จะยังคงเรียกเก็บดอกเบี้ยทั้งยอดใช้จ่ายและยอดค้างชำระทั้ง 4 ส่วนมารวมกัน ยิ่งถ้ายังไม่รีบนำเงินไปปิดหนี้บัตรเครดิต ก็จะทำให้ยอดค้างชำระนี้ยังอยู่และถูกคิดดอกเบี้ยวนไปเรื่อย ๆ นั่นเอง เมื่อเราศึกษาและรู้รายละเอียดดอกเบี้ยและวิธีคิดแล้วก่อนที่จะใช้บัตรเครดิตก็อย่าลืมวางแผนทางการใช้เงินดี ๆด้วยนะ เพราะถ้าหากเรารูดบัตรเครดิตแบบไม่คิด และจ่ายไม่ตรงตามในระยะเวลาที่ใบแจ้งหนี้ระบุมาในบิลรับรองว่ามีหนี้ก้อนโตแน่นอนเลยต้องระวังกันด้วยนะ

Categories
บทความ

“ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต”

"ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต"

บัตรเครดิตถึงแม้ว่าจะอำนวยความสะดวกสบายให้กับเรามากมาย ตามที่เรามีความต้องการ แต่ถ้าหากว่าเราใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้เยอะเกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติก็อาจจะส่งผลเสียให้กับเราได้ ดังนั้นก่อนที่เกิดปัญหาขึ้นเรามาดู 8ข้อควรรู้ รู้แล้วควรระวังกันด้วยนะ จะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาทีหลัง

ข้อมูลภายในบัตร

ข้อมูลคือส่วนสำคัญมากที่เราจะต้องรู้  ในเรื่องของคุณสมบัติของผู้กู้เอง ว่าคุณสมบัตินั้นจะต้องมีอะไรบ้างเพื่อที่เราจะสามารถขอสมัครบัตรเครดิตได้ เช่นเป็นผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ อายุเท่าไหร่ ประกอบอาชีพอะไร เป็นต้น หลังจากที่เราขอสมัครและได้รับการอนุมัติแล้วสิ่งต่อมาที่ต้องตรวจสอบคือข้อมูลบนบัตรของเรา ชื่อเราและนามสกุลของเราตรงไหม เลขที่หน้าบัตรเลยอะไร วันหมดอายุมีไหม  เมื่อเราเช็คเรียบร้อยแล้วก็ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิตของเราให้กับใครให้รู้ ข้อมูลสำคัญส่วนตัวของเราที่ควรระวังไม่ให้มิจฉาชีพรู้ชื่อผู้ถือบัตร ประเภทของบัตร ธนาคารผู้ออกบัตร หมายเลขบัตร เดือน,ปี, ที่ออกบัตร หรือแม้แต่ วัน เดือน ปี ที่หมดอายุของบัตรเครดิตด้วย รวมไปถึงรหัสปลอดภัยเลข 3 – 4 หลักที่ปรากฏอยู่ด้านหลังบัตรเครดิต  เพราะมันสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และเพื่อจะแต่ต้องระมัดมิจฉาชีพจะทำให้เราเดือดร้อนด้วย เพราะหมายเลขบัตรเครดิตของเราถ้ามีคนรู้แล้ว เขาสามารถนำไปแอบอ้าง ในบัตรไปรูดได้ ดังนั้นห้ามให้ใครข้อมูลบัตรเครดิตของเราอย่างเด็ดขาด

วงเงินที่จะได้รับอนุมัติในการรูด
หลักจากที่เราได้รับอนุมัติบัตรเครดิตแล้ว ได้วงเงินแล้ว หรือที่เรากำลังจะสมัครบัตรเครดิตอยู่ เราควรรู้ ควรดูวงเงินที่จะได้รับก่อน ว่าเราจะได้รับวงเงินเท่าไหร่เพื่อที่เราจะได้ใช้จ่ายได้เท่าไหร่ หรือเราจะได้มาวางแผนในการใช้จ่าย ตามความสามารถ ตามรายได้ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้วงเงินอนุมัติ 500,000บาท เราก็ควรมีลิมิตในการรูดบัตร แล้วก็ควรจำไว้ด้วยว่ารูดบัตรไปแล้วในวงเงินเท่าไหร่ ไม่ใช้ รูดบัตรเกินวงเงินจนวงเงินเต็ม ถ้าหากมีความจำเป็นที่ต้องการที่จะรูดอีกก็ไม่สามารถรูดบัตรได้แล้วเพราะวงเงินเต็ม ทำให้ติดขัดได้ ดังนั้นเราควรเช็ค ควรจำวงเงินให้ดีๆ และเพื่อที่เราจะได้ใช้จ่ายแบบสบายๆ จ่ายบิลได้คล่องตัว ได้ตามบิลตามใบเสร็จที่กำหมดระยะเวลาเอาไว้ ไม่ใช่ใช้จ่ายแบบรูดบัตรเต็มวงเงินแบบไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วหมุนเงินไม่ทันไม่คล่องตัว ทำให้เกิดการเป็นหนี้ แบบไม่คาดคิดได้เช่นกัน
ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี
ก่อนที่เราจะสมัครเราควรศึกษารายละเอียดของค่าธรรมเนียมบัตรด้วยนะ ไม่ใช้ไม่เช็คเลย เพราะบางคนทำบัตรเครดิตไว้แต่ไม่ได้ใช้ก็มีแล้วต้องมานั่งจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ให้สิ้นเปลืองเฉยๆ  ถ้าหากว่าเราไม่ค่อยได้ใช้บัตรเครดิตเราควรเลือกบัตรเครดิตที่ ฟรี ค่าธรรมเนียมจะดีมากๆ เพราะเรื่องค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตของแต่ละสถาบันทางการเงินหรือธนาคารจะต่างกัน แล้วจะเรียกขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรเครดิต ถ้าเป็นบัตรธรรมดาก็จะอยู่ ประมาณ 1,000 บาท ขยับมาหน่อยก็จะเป็นบัตรระดับกลางๆ ค่าธรรมเนียมก็จะแพงขึ้นมาหน่อย  แล้วก็สุดท้ายก็จะเป็นบัตร  บัตรเครดิตแบบระดับสูงหน่อย ประมาณ  4ถึง8พัน บาทต่อปีกันเลยที่เดียว อย่างที่บอกถ้าเราไม่ค่อยได้ใช้เราก็เลือกแบบ ฟรี ค่าธรรมเนียมไป เพราะมันจะมีบางบัตร บางธนาคารที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่หากเราบัตรใช้บัตรตามเงื่อนไขที่กำหนด เราก็อาจจะไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้ากับรายปีก็ได้  นอกจากธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการในส่วนอื่นอย่าง เช่นค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ ค่าธรรมเนียมในการขอใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ประมาณนี้นะ ก็คือต้องรู้ในเรื่องค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีจะได้เลือกบัตรเครดิตให้ตรงโจทย์การใช้งาน
ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องศึกษาว่าในการรูดครั้งนึ่ง วงเงินเท่านี้ เราจะเสียค่าดอกเบี้ยเท่าไหร่ เราควรศึกษาให้ดี เพราะเงินทุกบาทที่เราจะต้องจ่ายหนี้ชำระเงิน ก็ถือว่าเป็นเงินของเรา ถ้าหากเราจ่ายไม่ครบตามจำนวนแต่ล่ะงวด เราจะต้องมาจ่ายค่าดอกเบี้ยเท่าไหร่  ดอกเบี้ยผิดนัดเท่าไหร่ หรือแม้แต่ค่าปรับที่เราจะต้องจ่ายเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่  ซึ่งเรื่องข้อมูลเรื่องค่าปรับ ค่าดอกเบี้ยนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดมากๆเลย  หรืออีกอย่างดอกเบี้ยก็เป็นปัจจัยนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะขอสมัครบัตรเครดิตกับทางธนาคารนี้ ๆ หรือกับสถาบันทางการเงินนี้ได้ด้วย เพราะเราก็จะต้องเลือก ที่ดอกเบี้ยถูกที่สุด เพื่อสภาพทางการเงินเราจะได้คล่องตัว เงินเราจะได้ไปเสียไปกับดอกเบี้ย ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยเท่านั้นที่เราจะต้องศึกษายังมีระยะเวลาชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ยที่เราจะต้องรู้อีกด้วยเพราะว่าเราใช้บัตรเครดิตไม่ต้องชำระเงินสดทันที ก็คือการผ่อนชะระเป็นงวดๆนั้นเอง  โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 45ถึง55 วัน นั้นเอง แต่ขึ้นอยู่กับทางสถาบันทางการเงิน หรือธนาคารจะกำหนด ถ้าหากว่าเรานั้นไม่ได้ชำระเงิน หรือไม่ยอมชำระเงินให้ตรงให้ครบภายในวันที่ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินระบุเอาไว้ในใบแจ้งชำระหนี้แล้ว ยอดเงินที่เราจะต้องจ่ายก็จะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ อาจจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ทำรายการก็ได้ หรือวันที่เรารูดบัตรเครดิตนั่นเอง ก็คือตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น

การผ่อนชำระขั้นต่ำ

การผ่อนชำระบัตรเครดิต ทุกๆธนาคารทุกๆสถาบันทางการเงินจะต้องชำระโดยจำกัดขั้นต่ำ ถ้าหากว่าถึงเวลาที่จะต้องชำระในแต่ละงวดแล้วเราไม่มีเงินจ่ายหรือไม่พอจ่าย เราสามารถขอชำระขั้นต่ำได้ อาจจะต้องชำระไม่น้อยกว่า 10% ของยอดคงค้างงวดนั้นๆ หรือว่าไม่น้อยกว่า 500 บาทหรืออาจจะ 1,000 บาท  แล้วก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางธนาคารหรือทางสถาบันทางการเงินนั้นเอง  ก็ถือว่าเรายังไม่ได้ผิดนัดในการชำระหนี้แล้วก็จำนวนเงินที่เราชำระที่ไม่เต็มวงเงินในรอบบิลก็จะเสียดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ แล้วการจ่ายหนี้ล่าช้าก็มีผลด้วยนะเพราะว่าการจ่ายบิลตามรอบแต่ล่ะรอบที่ออกมาล่าช้าไปเพียงแค่ไม่กี่เดือนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ จะส่งผลเรื่องดอกเบี้ยแน่นอน การจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆถึงแม้จะทำได้ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะก็ถือว่าเป็นการจ่ายหนี้ล่าช้าอยู่ดี ทำให้ยอดหนี้ที่เหลือจะถูกยกไปทบในงวดต่อ ๆ ไป แล้วรู้ไหมว่ายอดใช้จ่ายเหลือจากการจ่ายขั้นต่ำ จะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดถึง 20% ต่อปีทันที ตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร แถมดอกเบี้ยยังถูกคิดเป็นรายวันทบไปทุกวันจนกว่าเราจะจ่ายหมด แล้วถ้าหากว่าเรายิ่งจ่ายแต่ขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ทุกงวดติดๆกันหนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ย  ดังนั้นเราควรจ่ายตามรอบบิลที่ระบุไว้ แล้วก็ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วยดอกเบี้ยจะได้ไม่เพิ่มจะดีกว่า อาจส่งผลให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ย หรือค่าทวงหนี้สินก็เป็นไปได้ ไม่ใช้แค่เรื่องดอกเบี้ยเท่านั้น อย่าลืมนะถ้าหากจ่ายบิลไม่ตรงเวลาประวัติชำระหนี้จะถูกบันทึกไว้ในข้อมูลเครดิตของเราอีกด้วย หรือบันทึกไว้ในเครดิตบูโรนั้นเอง จะทำให้เป็นการยื่นขอสินเชื่อในครั้งต่อไปไม่ได้รับการอนุมัติก็ได้

จำกัดวงเงินต่อบิล

เราต้องทำการประเมินกำลังในการจ่ายชำระหนี้ของเราก่อน วงเงินทั้งหมด เพื่อเตือนสติบอกตัวเราเองว่าไม่ให้ใช้เงินเกินกำลังในการชำระคืนในแต่ละเดือน  เพื่อป้องกันการใช้เงินเกินตัวจนเกินการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ๆตามมา ดังนั้นเราควรจำกัดวงเงินที่จะใช้แต่ละเดือนให้ชัดเจน อย่างเช่นถ้ายอดเต็ม 30,000 บาท จ่ายขั้นต่ำที่ 10% ของยอดที่ใช้ คือ 3,000 บาท บัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยขั้นต่ำ 18-20% ต่อปีทันที ซึ่งหากจ่ายขั้นต่ำไปจนเรื่อยๆ ทุกๆ เดือนดอกเบี้ยจะพอกพูนเป็นเงินต้นและคิดดอกเบี้ยทับอีกตลบจนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้ สาเหตุที่ไม่ควรจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำโดยเด็ดขาดคือ เพราะหลังจากที่มีการจ่ายขั้นต่ำ ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตแบบ 2 เด้งเลยนะ แล้วก็จะคิดดอกเบี้ยแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจ่ายครบทั้งต้นทั้งดอก ถ้ายังจ่ายยอดเก่าไม่หมดแล้วรูดยอดใหญ่เพิ่มขึ้นไปอีกหนี้บัตรเครดิตก็จะจ่ายไม่หมดไปเรื่อยๆ และแน่นอนว่าถ้าไม่สามารถชำระได้หมดตามระยะเวลา ดังนั้นแล้ว ถ้าคิดจะใช้ อย่าจ่ายแค่ขั้นต่ำไม่ควรอย่างยิ่ง

ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตแบบ 2 เด้ง

วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 1 ยอดที่ใช้จ่ายทั้งหมด x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / จำนวนวันใน 1 ปี

วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 2  ยอดค้าง x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ชำระคืนบางส่วน ถึงวันสรุปยอดบัญชีครั้งถัดไป / จำนวนวันใน 1 ปี

 

สิทธิประโยชน์ของบัตร

สิทธิประโยชน์คือสิ่งที่เราจะได้รับหลังจากที่เราจะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว เราต้องรู้ว่าเราจะได้รับอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไปใช้บริการ อำนวยสะดวกให้กับชีวิตในด้านนั้นๆ จะได้ ได้รับสิทธิพิเศษได้เต็มที่ แล้วอีกอย่างเราต้องรู้ ต้องทราบความต้องการของตัวเองด้วย ว่าเราต้องการสิทธิพิเศษอะไรบ้าง เราจะได้เลือกบัตรให้ตรงตามความต้องการของเราได้ เพราะในแต่ละบัตร แต่ละใบสิทธิพิเศษที่เราจะได้รับจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันทุกใบ  อย่างเช่นบางบัตรจุดเด่นคือเรื่องช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า มีที่จอดรถในห้างให้ มีที่พักให้พักผ่อน มีส่วนลดมากมายในการช็อปปิ้ง  บางบัตรไว้สะสมแต้มคะแนนคืนเป็นเงินสดได้ด้วย แล้วบางบัตรสามารถแลกตั๋วเครื่องบินไว้บินไปท่องเที่ยวได้ เมื่อเลือกบัตรที่ได้สิทธิประโยชน์แบบตรงตามความต้องการแล้ว อย่าลืมไปใช้สิทธิ ใช้บริการกันด้วยนะ

เช็คสลิปก่อนการเซ็นชื่อทุกครั้ง

อันดับแรกเลยที่เราควรจะต้องเช็คต้องดูก่อนที่เราจะเซ็นชื่อหรือเซ็นอะไรสักอย่างลงในใบเสร็จต่างๆ หรือลงในสลิปทุกๆครั้ง ต้องตรวจสอบรายละเอียดของยอดเงินใบเสร็จทุกครั้งเลยว่าตรงกับที่เราต้องการจ่ายหรือป่าว แต่ถ้าหากจำนวนเงินนั้นไม่ตรงก็จะได้ทักทวง และสอบถามกับร้านค้าได้เลยทันที แล้วก็เก็บสลิปไว้เป็นหลักฐานไว้ได้ สลิปที่เราได้มาทุกครั้งเราควรเก็บไว้เสมอห้ามทิ้งไว้เป็นหลักฐานชี้แจ้งได้ แล้วถ้าหากยอดในการชำระไม่ตรงเราก็ควรแจ้งกับสถาบันทางการเงินหรือทางธนาคารเพื่อให้แก้ไขให้เร็วที่สุด

สรุปบทความ "ข้อควรระวัง จากการใช้บัตรเครดิต"

อย่างที่ใครๆหลายคนรู้ หรือศึกษาข้อมูลมาว่าบัตรเครดิตนั้นดีอย่างไงทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราใช้บัตรเครดิตเกินความจำเป็น  ก็อาจจะส่งผลเสียให้เราได้สิ่งที่เราควรระวังคืออย่าใช้บัตรเครดิตเกินตัว เกินจำเป็น ระวังอย่างชำระหนี้บัตรเครดิตล่าช้าเกินภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่จ่ายแค่ขั้นต่ำจะทำให้ดอกเบี้ยพุงแรงจนเราเอาไม่อยู่   ต้องระมัดระวังและศึกษาเรื่องดอกเบี้ยและสิทธิประโยชน์ให้ดีๆด้วยจะได้ ไม่ส่งผลต่อการชำระหนี้ของเราในอนาคต เช็คยอดในสลิปก่อนจะมีการลงชื่อ หรือเซ็นชื่อลงในใบเสร็จทุกๆครั้ง เพราะถ้าวงเงินผิดมาเราจะได้ทักทวงได้เลยและควรเก็บสลิปเอาไว้ด้วย และข้อมูลบนบัตรเครดิตไม่ควรบอกใครให้รู้ เพื่อป้องการข้อมูลรั้วไหลแล้วอาจจะมีโจรกรรมเกิดขั้นได้ ทำให้เราเป็นหนี้แบบไม่รู้ตัวได้ดังนั้นก็ควรที่จะศึกาเงื่อนไขค่าธรมมเนียมและทุกๆเรื่องให้ดีๆจะได้ไม่มีปัญหาตามมาที่หลังกันด้วยนะ